2Baht Travel https://2baht.com บล็อกท่องเที่ยวสำหรับนักเดินทางรุ่นใหม่ 2Baht.com Thu, 04 Apr 2019 03:15:10 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.1.1 80558871 Marina Bay Sands ประกาศสร้างตึกแท่งที่สี่ และ Arena คอนเสิร์ตใหม่ https://2baht.com/marina-bay-sands-4th-tower/ Thu, 04 Apr 2019 03:15:10 +0000 http://2baht.com/?p=25706 ]]> คนที่ไปสิงคโปร์คงคุ้นเคยกับตึก 3 แท่งของโรงแรม Marina Bay Sands ที่เป็นสัญลักษณ์ตั้งตระหง่านริมอ่าว Marina Bay เห็นได้แต่ไกล

แต่ตึก 3 แท่งกำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะ Marina Bay Sands ประกาศสร้าง “ตึกที่สี่” ขึ้นมาข้างๆ อีกหนึ่งตึกด้วย

ภาพเรนเดอร์แสดงให้เห็นตึกที่สี่ และ Arena ด้านซ้ายมือของตึกเดิม

การสร้างตึกที่สี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายพื้นที่ Marina Bay Sands ตามนโยบายของบริษัทแม่ Las Vegas Sands ที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  • ตึกที่สี่ของ Marina Bay Sands ใช้เป็นโรงแรมที่พักจำนวน 1,000 ห้อง ทั้งหมดเป็นห้องสวีท (ตัวตึกจะไม่เชื่อมดาดฟ้ากับ 3 ตึกแรก แต่อยู่ข้างๆ กัน)
  • ฮอลล์คอนเสิร์ต (Arena) แห่งใหม่ความจุ 15,000 ที่นั่ง
  • พื้นที่ประชุมสัมมนา (MICE) เพิ่มเติม

พื้นที่ส่วนของ Arena จะใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เพื่อรองรับการแสดงของนักร้อง-นักแสดงชั้นนำทั่วโลก ส่วนพื้นที่โรงแรมแห่งใหม่จะเป็นโรงแรมหรูหรา พร้อมแนวคิดใหม่คือห้องทั้งหมดเป็นห้องสวีท ไม่มีห้องธรรมดาเลย บนดาดฟ้าของโรงแรมยังมีสระว่ายน้ำและร้านอาหารแบบเดียวกับ 3 ตึกแรก ส่วนพื้นที่ใต้ตึกจะเป็นห้องประชุม บอลรูม และพื้นที่แสดงงานเอ็กซ์โปเพิ่มเติม

ภาพคอนเซปต์ภายในของ Arena แห่งใหม่ ความจุ 15,000 คน

Marina Bay Sands ยังประกาศว่า Moshe Safdie สถาปนิกผู้ออกแบบตึกเดิม จะเข้ามาอยู่ในทีมออกแบบตึกใหม่ด้วย เพื่อให้ภาพลักษณ์ออกมาในทิศทางเดียวกัน

งบประมาณในการขยายพื้นที่ของ Marina Bay Sands รอบนี้คือ 3.3 พันล้านดอลลาร์ แต่ยังไม่ระบุช่วงเวลาว่าจะขยายเสร็จสิ้นเมื่อใด

ข้อมูลจาก Las Vegas Sands

]]>
25706
Monterey และ Carmel ทริป 1 วันนอกเมือง San Francisco https://2baht.com/monterey-carmel-1-day-trip-san-francisco/ Sat, 02 Mar 2019 07:07:20 +0000 http://2baht.com/?p=25662 ]]> มีเวลาว่าง 1 วันเต็มในซานฟรานซิสโกทำอะไรดี ในเมืองก็ไปเที่ยวหมดแล้ว บริษัทไฮเทคแถบ Bay Area ก็ไปหมดแล้ว มีอะไรให้เที่ยวอีกบ้าง?

1-Day Trip นอกเมืองซานฟรานซิสโก ไปไหนดี?

ต้องบอกว่าเอาเข้าจริงแล้ว แถบเมืองซานฟรานซิสโกก็ไม่มีอะไรให้เที่ยวมากนัก เพราะเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยซะมากกว่า สถานที่ท่องเที่ยวเจ๋งๆ อย่างอุทยาน Yosemite ก็ต้องออกนอกเมืองไปอีกไกลพอสมควร และควรนอนค้างสัก 1 คืนเพื่อไม่ให้เหนื่อยจนเกินไป

แต่ถ้าข้อจำกัดคือมีเวลาว่าง 1 วัน เที่ยวแบบไม่ค้างคืน เท่าที่ค้นคว้าข้อมูลมา ทริปยอดนิยมมีให้เลือก 3 ทริปคือ

  • Napa Valley เที่ยวไร่ไวน์ทางตอนเหนือ ข้ามสะพานโกลเด้นเกตขึ้นไปอีก ชิมไวน์ ดูไร่องุ่น
  • Miur Woods ดูต้นไม้ยักษ์ (ต้น redwood) แต่เนื่องจากอยู่ไม่ไกลมาก จึงมักเป็นทริปครึ่งวัน หรือพ่วงกับการชมเกาะ Alcatraz
  • Monterey Bay ลงใต้ เลียบทะเล ไปชมหาดทรายที่เมือง Monterey

เนื่องจากเราเคยไปไร่ไวน์ในฝรั่งเศสมาแล้ว คิดว่า Napa ก็คงไม่ต่างกันมาก ส่วน Miur Woods ก็คิดว่าไม่ค่อยมีอะไร จึงตัดสินใจว่าจะไป Monterey Bay กัน

Monterey เป็นเมืองที่อยู่ทางใต้ของซานฟรานซิสโก ห่างลงมาประมาณ 200 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนแหลม Monterey Peninsula โดยบนแหลมนี้มีเมือง Monterey, เมือง Carmel-by-the-sea และย่านสนามกอล์ฟชื่อ Pebble Beach จึงมักถูกรวมอยู่ในทริปเดียวกันเลย เพราะอยู่ติดกันหมด

แผนที่แสดงที่ตั้งของ Monterey จาก San Francisco

หากซูมดูใกล้ๆ ในแหลม Monterey Peninsula จะเห็นว่าเมือง Monterey ตั้งอยู่ด้านบนของแหลม ส่วนเมือง Carmel-by-the-Sea อยู่ทางตอนใต้ และสนามกอล์ฟ Pebble Beach หรือโซนที่เรียกว่า 17-mile Drive อยู่ทางฝั่งตะวันตก การเดินทางในทริปก็จะตามถนนจากบนลงล่าง ตามที่ลากเส้นไว้ในภาพ

Monterey Peninsula

ซื้อทัวร์ไป Monterey Bay บริษัทไหนดี

สำหรับทัวริสต์ต่างชาติที่ไม่ได้เช่ารถ การเดินทางไป Monterey เองถือว่ายุ่งยากมาก ถ้าไม่คิดอะไรมาก ซื้อทัวร์แบบ 1-day trip ไปเลยดีกว่า จ่ายทีเดียวจบ มีทั้งรถและไกด์บริการเสร็จสรรพ คำถามถัดมาคือซื้อทัวร์ของบริษัทไหนดี

หากเราค้นหาคำว่า ‘Monterey Bay Trip’ ทัวร์แรกๆ ที่มักเจอก่อนคือ ทัวร์ของบริษัท Gray Line ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ มีชื่อเสียงโด่งดังน่าเชื่อถือ แต่เนื่องจากทริปนี้ตัดสินใจค่อนข้างกระชั้น ทัวร์ของ Gray Line ไป Monterey Bay เต็มหมดแล้ว จึงต้องหาทางเลือกอื่นแทน ซึ่งทัวร์ของบริษัทอื่นที่ค้นเจอคือ

กรณีของ Tours4fun และ TakeTours เป็นเหมือนเว็บพอร์ทัลที่ขายทัวร์รวมๆ ให้ tour operator ท้องถิ่นมาให้บริการแทน หาข้อมูลดูแล้วก็ไม่พบว่าเป็นเจ้าไหน แถมราคาก็ดูค่อนข้างถูกกว่าของ Gray Line (ประมาณ 68 เหรียญ) พอไปเช็คดูใน TripAdvisor ก็พบว่า feedback ไม่ค่อยดีนักทั้งสองเจ้า จากประเด็นว่ามีคนจีนเยอะ เน้นจัดเอาใจคนจีน และคุณภาพโรงแรม-อาหารไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะทัวร์ที่ต้องค้างคืน

เคสของเราไม่ต้องค้างคืนและหาอาหารกินเองได้ จึงไม่เป็นปัญหานัก แต่เห็นชื่อเสียงแล้วก็เสียวๆ เลยตัดสินใจเลือก Extranomical ที่เป็นบริษัททัวร์ท้องถิ่นของซานฟรานซิสโก น่าจะปลอดภัยกว่า แพงกว่าสักหน่อย (94 ดอลลาร์) ก็น่าจะดีกว่า ซึ่งผลสุดท้ายก็ถือว่าค่อนข้างดี ประทับใจกับทัวร์นี้

เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็ซื้อทัวร์จากหน้าเว็บของ Extranomical ได้เลย จ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต และจะได้รับอีเมลจากบริษัทเพื่อยืนยันว่าเราซื้อทัวร์จริงๆ เราก็อีเมลตอบเขาไปเพื่อยืนยันให้เขามารับที่โรงแรม

ออกเดินทาง

ถ้าเรานอนอยู่ในโรงแรมใหญ่ๆ กลางเมืองซานฟรานซิสโก ทัวร์เหล่านี้จะมารับที่หน้าโรงแรมเลย ซึ่งกรณีของเรานอน Hilton Union Square ก็เป็นโรงแรมใหญ่ที่อยู่ในลิสต์ของทัวร์อยู่แล้ว (ถ้าอยู่นอกโซนลองอีเมลคุยกับทัวร์ดูครับว่าทำอย่างไร) ทัวร์นัดมารับเวลา 8.20 ที่ทางเข้าด้านข้างของ Hilton เพื่อให้จอดรถรับเราได้

พอเลยเวลาไปนิดหน่อยก็มีรถตู้ขนาดใหญ่ เพดานสูง แปะสัญลักษณ์ Extranomical มาจอดรับเรา รถนั่งได้ประมาณสิบกว่าคน แต่ทัวร์เรามีลูกทัวร์ 7 คน (ที่เหลือเป็นอเมริกันหมดเลยที่มาจากเมืองอื่น)

เราไปทัวร์ครั้งนี้ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2019 อากาศช่วงกลางวันประมาณ 10 องศา ก็ต้องเตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปตามสมควร เตรียมน้ำดื่มและของกินรองท้องไปสักนิดหน่อยด้วย ค่าทัวร์ไม่รวมอาหารมาด้วย แต่แวะจอดให้เรื่อยๆ อยู่แล้ว

ไกด์และคนขับรถของเราคือว่า Doug เป็นฝรั่งผู้ชายมีอายุหน่อย ผมยาวมัดผม และพูดเก่งมาก นับตั้งแต่ขึ้นรถไปจนถึงส่งเรากลับโรงแรม พี่แกพูดแทบไม่หยุดเลย (พูดคนเดียวก็ได้อีก!) และมี service mind ค่อนข้างดี ตรงนี้คงขึ้นกับโชคด้วยว่าจะได้ไกด์คนไหน (Doug ก็เล่าว่าเขารับงานหลายบริษัท สลับๆ กันไป) แต่ถือว่าโชคดีที่ได้ไกด์คนนี้

เส้นทางการเดินทางในช่วงแรกคือนั่งรถจากซานฟรานซิสโกลงใต้ไป เป็นเส้นทางเลียบทะเลลงไปเรื่อยๆ ซึ่งสามารถขับจากซานฟรานซิสโกไปถึง LA ได้เลย เส้นทางช่วงที่อยู่ใต้ Monterey ลงไปถึง LA เรียกกันว่า Big Sur ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องทิวทัศน์สวยงาม แต่ทริปของเรามีเวลาแค่วันเดียวก็ไปได้แค่ถึง Monterey เท่านั้น

จุดแรกที่ผ่านคือ Half-Moon Bay ซึ่งเป็นอ่าวรูปโค้งเหมือนพระจันทร์ ตรงนี้ไม่ได้แวะ แต่มีจุดเล่นกระดานโต้คลื่นชื่อดังคือ Mavericks Beach ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อโค้ดเนม MacOS Mavericks นี่ล่ะ

Half Moon Bay จากบนรถ

นั่งไปประมาณหนึ่งชั่วโมง จะมีแวะเข้าห้องน้ำที่เมืองเล็กๆ (เล็กจริงๆ) ชื่อ Davenport ซึ่งมีบ้านอยู่แค่หลักไม่กี่สิบหลังคาเรือนเท่านั้น จุดแวะเป็นโรงแรม-ร้านอาหารชื่อ Davenport Roadhouse ก็อุดหนุนชา-กาแฟเขากันสักหน่อย

Davenport และบรรยากาศถนนระหว่างทาง
Davenport Roadhouse

ถัดจาก Davenport เราจะผ่านอีกเมืองที่ค่อนข้างใหญ่คือ Santa Cruz ซึ่งไม่ได้แวะ เลยจาก Santa Cruz ไปจะเริ่มเข้าเขต Monterey Bay แล้ว อ่าว Monterey Bay จะโค้งๆ หน่อย สามารถมองเห็นเมือง Monterey Bay ที่อยู่บนแหลมได้ชัดเจน ถนนแถวนี้เป็นย่านเกษตรกรรม มีการปลูกพืชผักหลายอย่าง เช่น แอนตี้โชค ข้าวโพด ฯลฯ

เมือง Monterey อยู่ลิบๆ

Monterey

เมือง Monterey เดิมทีเป็นแหล่งผลิตปลากระป๋อง (ปลาซาร์ดีน) รายใหญ่ของสหรัฐ มีคนเข้ามาตั้งถิ่นฐานกันเยอะเพื่อหาเงินจากโรงงานปลากระป๋อง แต่พอสิ่งแวดล้อมเสีย ตลาดปลากระป๋องตกต่ำ เมืองก็ซบเซา ก่อนจะพัฒนาตัวเองมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแทน

ในเมืองมีซุ้มให้ดูว่าสมัยก่อน ผลิตปลากระป๋องกันอย่างไรด้วย

สถานที่ริมทะเลหลายจุดก็ใช้โรงงานปลากระป๋องเก่านี่ล่ะ มาดัดแปลงเป็นร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้า เพื่อให้คงบรรยากาศแบบเดิมๆ ไว้ (ถนนสายหลักของเมืองก็ใช้ชื่อว่า Cannery Row)

Monterey Cannery Row

ปกติแล้ว ทัวร์จะแวะที่ Monterey ประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะที่เมือง Monterey มีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Monterey Bay Aquarium ที่ค่อนข้างใหญ่และมีชื่อเสียงด้วย และลูกทัวร์บางคนอาจเลือกเข้า Aquarium ได้ (จะซื้อตั๋วรวมมาแต่แรก หรือจะมาซื้อตั๋วเองก็ได้ ประมาณ 50 ดอลลาร์) แต่ไกด์อยากพาไปเที่ยวเยอะๆ เลยขอลดเวลาอยู่ที่นี่แค่ 1.5 ชั่วโมง

Monterey Bay Aquarium เป็นอาคารปลาซาร์ดีนเก่าเช่นกัน

เผอิญว่าชีวิตนี้เข้า Aquarium มาเยอะแล้ว ก็เลยเฉยๆ กับ Aquarium และเลือกที่จะเดินเล่นริมทะเลแทนดีกว่า เราต้องกินอาหารกลางวันที่นี่ โดยมีร้านให้เลือกมากมาย (Bubba Gump ก็ยังมีเลย)

บรรยากาศในเมือง Monterey
บรรยากาศในเมือง Monterey
บรรยากาศในเมือง Monterey
บรรยากาศในเมือง Monterey

ร้านอาหารที่เลือกกินชื่อร้าน Fish Hopper (ร้านสีแดงๆ ในภาพข้างบน หลังรูปปั้น) อยู่ติดทะเลเลย เป็นหนึ่งในร้านที่ไกด์แนะนำ ขายอาหารทะเล ราคาจานละประมาณ 20 ดอลลาร์

จานที่พนักงานเสิร์ฟมาแนะนำเรียกว่า Cajun Mahi Mahi and Coconut Prawns เป็นปลาย่างทาเครื่องเทศแบบทางใต้ของอเมริกา (Cajun) อยู่บนเส้นอุด้งผัด (อารมณ์เหมือนกินยากิโซบะ) มีมะม่วงซอยมาให้ด้วย และมีกุ้งทอดโปะหน้ามา

หน้าตาและการจัดวางดูแกรนด์ดี แต่อุด้งค่อนข้างเค็ม ส่วนปลาก็เฉยๆ ตามสไตล์ปลาฝรั่ง

อีกจานสั่ง Fish and Chips มาลองกิน ปริมาณเยอะดี มีซอสให้สามแบบ และมียำกะหล่ำปลีม่วงมาให้ด้วย ภาพรวมถือว่าร้านนี้ใช้ได้ ไม่เทพมากแต่ก็ไม่ผิดหวัง

กินข้าวเสร็จก็แทบจะหมดเวลาที่ไกด์ให้แล้ว เดินเล่นถ่ายรูปแถวริมทะเลกันอีกหน่อย ก็ได้เวลานัดรถมารับที่บริเวณหน้า Aquarium

แถวถนนเลียบทะเลมีร้านไอศกรีมชื่อดังของแคลิฟอร์เนียคือ Ghirardelli ด้วย ใครที่ชอบกินไอติมก็คงชอบกัน แต่ไปช่วงหน้าหนาวอากาศ 10 องศา แถมกินข้าวมาหมาดๆ ก็คงขอผ่านดีกว่า

ร้านไอศกรีม Ghirardelli

Pacific Grove

จากนั้นไกด์ก็พาขับรถดูวิวริมทะเลไปเรื่อยๆ โดยเมืองที่อยู่ติดกับ Monterey เป็นย่านชุมชนที่อยู่อาศัยเล็กๆ น่ารักชื่อว่า Pacific Grove มีจุดชมวิวหลายจุดที่เป็นหาดทราย บางจุดถ้าโชคดีก็มีสิงโตทะเล (sea lion) มานอนเล่นบนก้อนหินให้ดูกันด้วย

คนไทยอย่างเราๆ มาเห็นชายหาดฝรั่งก็คงเฉยๆ ถือว่ามาเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศก็แล้วกัน

17-Mile Drive & Pebble Beach

ถัดมาเราจะเข้าโซนสนามกอล์ฟที่ชื่อว่า Pebble Beach ซึ่งมีถนนเลียบทะเลที่สวยงามขึ้นชื่อคือ 17-Mile Drive

โซนตรงนี้เป็นที่ของเอกชนที่เป็นเจ้าของสนามกอล์ฟ (มีทั้งหมด 4 สนาม และรีสอร์ท-ที่พักอีกจำนวนหนึ่ง) การเข้ามาชมต้องเสียค่าใช้ถนน (รวมอยู่ในค่าทัวร์แล้ว) ไกด์ก็พาเราเลาะริมทะเล แวะถ่ายรูปไปเรื่อยๆ

Lone Cypress ต้นไซเปรสเดี่ยวริมผา สัญลักษณ์ของ Pebble Beach

สนามกอล์ฟที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Pebble Beach Golf Links ซึ่งเคยจัดแข่งกอล์ฟรายการ U.S. Open หลายครั้ง (ครั้งสุดท้ายปี 2010) และในปี 2019 ก็จะวนมาจัด U.S. Open ซะด้วย

เราเลยได้มีโอกาสแวะดูรีสอร์ทกอล์ฟชื่อดังแห่งหนึ่งของโลก บรรยากาศก็หรูหราทีเดียว

ในศูนย์ Visitors Center มีนิทรรศการต่างๆ เกี่ยวกับกอล์ฟให้ดูด้วย

โซนโรงแรมและที่พัก สำหรับคนมาเล่นกอล์ฟ

มีร้านค้าไม่น้อยสำหรับคนที่มาพักในรีสอร์ท

ช่วงนี้เขาเตรียมรับ U.S. Open 2019 กันพอดี เลยมีของที่ระลึกเกี่ยวกับ U.S. Open ขายด้วย แต่ราคาก็แพงมากชนิดเห็นป้ายราคาแล้ววางทันที

Carmel-by-the-Sea

จุดสุดท้ายที่เราแวะกันคือ Carmel หรือ Carmel-by-the-Sea เป็นเมืองรีสอร์ทเล็กๆ น่ารักที่อยู่ริมทะเล ถ้าหาก Monterey เป็นเมืองทัวริสต์ ตึกทันสมัย คนพลุกพล่าน ฝั่งของ Carmel ก็ต้องบอกว่ากลับกันคือ ยังรักษาความเป็นชุมชนแบบดั้งเดิม มีบ้านเป็นหลังๆ หลังเล็กๆ เกือบทุกหลังตกแต่งด้วยดอกไม้สวยงาม (เหมือนไปเดินเมืองในยุโรปอะไรทำนองนี้มากกว่า) มีขายงานศิลปะ มีคาเฟ่ ร้านอาหารเล็กๆ

ข้อเสียเดียวของ Carmel คือรถยนต์ไม่สามารถไปจอดที่ใกล้หาดได้ จะต้องจอดด้านเหนือของเมือง แล้วเดินจากในตัวเมืองลงไปที่หาด ซึ่งเป็นเนินยาวพอสมควร (ขาลงไม่ค่อยยาก แต่ขาขึ้นก็มีเหนื่อย) ถ้าไม่รีบมากก็ค่อยๆ เดินซึมซับบรรยากาศไปได้ มีร้านเล็กๆ ให้ดูตลอดทาง

ส่วนชายหาดของ Carmel จะเป็นหาดยาวๆ ที่ไม่มีรีสอร์ทหรือร้านค้าใดๆ เลย มีแต่ทรายล้วนๆ ตามสไตล์หาดที่อนุรักษ์ไว้ค่อนข้างดี หน้าหนาวแบบนี้ก็คงยืนชมวิวได้อย่างเดียว แต่เห็นว่าช่วงหน้าร้อนแถวนี้คนก็เยอะมาก แบบเยอะจัดๆ เลยเช่นกัน

เราอยู่ใน Carmel ประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งก็ค่อนข้างเย็นแล้วประมาณ 5 โมง ไกด์พาแวะไปดูโบสถ์ Carmel Mission ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์เมือง Carmel เพราะนักบวชชาวสเปนมาริเริ่มเผยแผ่ศาสนาที่นี่ราวปี 1770 แต่ก็ดูแค่หน้าโบสถ์เท่านั้น เข้าไปก็คงไม่มีอะไรมาก + ไม่มีเวลาด้วย

ขากลับเป็นการนั่งรถยิงยาวกลับไปยังเมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ เพราะระยะทางไกลและการจราจรก็ติดขัดเป็นปกติ เส้นทางขากลับใช้คนละเส้นกับขามา เป็นการวิ่งลัดขึ้นไปในแผ่นดิน ไม่เลียบทะเลแล้ว เพื่อขึ้น Freeway เบอร์ 101 ทำความเร็วได้มากขึ้น (แต่แน่นอนว่ารถติดเพราะคนทำงานก็กลับบ้านในช่วงเวลานั้นพอดี) มีจอดแวะให้เข้าห้องน้ำกันนิดหน่อยแถวเมือง Gilroy

ตรงนี้ขากลับค่อนข้างนั่งรถโหดไปนิดนึง เพราะนั่งรถยิงยาวแถมไม่ค่อยมีอะไรให้ดูมากนักด้วย (มืดแล้ว) แต่สุดท้ายเราก็กลับถึงโรงแรมในซานฟรานซิสโกอย่างสวัสดิภาพตอนประมาณ 2 ทุ่มกว่า ก็หาอะไรง่ายๆ กินแถวโรงแรมแล้วค่อยขึ้นห้องนอน (อย่าลืมทิปไกด์ด้วยนะครับตอนลงรถ)

ภาพรวมของทริป Monterey / Carmel ก็ถือว่าค่อนข้างประทับใจ ถามว่ามันตื่นเต้นมากมั้ยก็คงไม่ ถือว่าออกนอกเมืองมาชมทะเลเพลินๆ แก้เบื่อ ก่อนจะกลับไปปฏิบัติภารกิจในตัวเมืองซานฟรานซิสโกในวันต่อๆ ไปครับ

]]>
25662
นกแอร์เปิดเส้นทางบินตรง เชียงใหม่-อุบลราชธานี https://2baht.com/nokair-chiangmai-ubon/ Fri, 15 Feb 2019 03:17:15 +0000 http://2baht.com/?p=25653 ]]> นกแอร์ เชียงใหม่ อุบล

ช่วงหลังเราเห็นสายการบินโลว์คอสต์ในประเทศ เริ่มเปิดเที่ยวบินเชื่อมต่อภูมิภาคโดยไม่ต้องผ่านกรุงเทพกันมากขึ้น

ล่าสุดคือ Nok Air ประกาศเปิดเส้นทางบินระหว่าง จ.อุบลราชธานี กับ จ.เชียงใหม่ ถือเป็นรูทที่น่าสนใจเพราะเป็นเมืองใหญ่ทั้งคู่ แถมยังห่างไกลกันถึง 930 กิโลเมตร หากเดินทางด้วยรถยนต์ก็ต้องใช้เวลาราว 12 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งเป็นระยะเดินทางที่บินตรงสะดวกกว่ามาก

เที่ยวบินของ Nok Air ระหว่างอุบลกับเชียงใหม่ เปิดให้บริการสัปดาห์ละ 4 วันคือ จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์ วันละ 1 เที่ยว

  • เชียงใหม่-อุบล DD8904 ออก 09:25 ถึง 11:20
  • อุบล-เชียงใหม่ DD8905 ออก 11:50 ถึง 13:40

เริ่มเปิดการบินในวันที่ 31 มีนาคม 2562 โดยช่วงเปิดตัวยังมีโปรโมชั่นราคาเริ่มต้น 999 บาทอีกด้วย

นกแอร์ เชียงใหม่ อุบล

ที่มา – Nok Air

]]>
25653
วิธีนั่งรถ Airport Limousine Bus จากสนามบินฮาเนดะเข้าเมืองโตเกียว https://2baht.com/haneda-limousine-bus/ Sat, 08 Dec 2018 06:05:26 +0000 http://2baht.com/?p=25618 ]]> มาญี่ปุ่นรอบล่าสุด มีโอกาสได้ลองนั่งรถบัส Airport Limousine Bus จากสนามบินฮาเนดะเข้าไปยังใจกลางนครโตเกียว และพบว่าถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะรถบัสวิ่งไปส่งถึงหน้าโรงแรมบางแห่งด้วย หากเราพักอยู่ที่โรงแรมในลิสต์ (หรือโรงแรมใกล้เคียง) ก็ถือว่าสะดวกกว่าเดินทางด้วยรถไฟมาก เพราะไม่ต้องแบกกระเป๋าขึ้นลงสถานี ลากกระเป๋าจากสถานีไปยังโรงแรมอีกต่อหนึ่ง

เส้นทางที่รถบัสวิ่งก็หลากหลายมาก ครอบคลุมจุดสำคัญๆ ของโตเกียว เช่น ชิบูยะ ชินจูกุ รปปงงิ อิเคบุคุโระ กินซ่า อาซาคุสะ ฯลฯ และจังหวัดใกล้เคียงอย่างจิบะ กุนมะ ไซตามะ คานางาวะ (คือเป็นวิธีที่คนญี่ปุ่นเองเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองไปทำงาน จึงครอบคลุมสถานที่สำคัญเกือบหมด) รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง Tokyo Disney Resort

รายชื่อเส้นทางวิ่งทั้งหมดดูได้จากเว็บไซต์ Airport Limousine (มีทั้งสนามบินนาริตะและฮาเนดะ) ส่วนรถบัสปกติ (ที่ไม่ใช่ลิมูซีน) ยิ่งมีเส้นทางเยอะกว่านั้นอีก รายละเอียดดูได้จาก เว็บไซต์สนามบินฮาเนดะ แต่ในบทความนี้เราจะกล่าวถึงเฉพาะ Limousine Bus เท่านั้น

ตารางแสดงเส้นทางเดินรถของ Airport Limousine Bus (สีส้ม) ที่สนามบินฮาเนดะ

เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินฮาเนดะ (คนไทยย่อมไปลงที่ International Terminal) ออกมาจากจุดรับกระเป๋าแล้ว ก็จะเจอจุดขายตั๋วรถบัสเลย

เราสามารถซื้อตั๋วที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติได้เอง (ตามสไตล์ญี่ปุ่น) ใช้ง่าย มีภาษาอังกฤษพร้อมสรรพ อย่างกรณีนี้ ผู้เขียนจะเดินทางจากฮาเนดะไปยังชินจูกุ ซึ่งก็มีจุดจอดหลายจุด ทั้งสถานีรถไฟใต้ดินชินจูกุ (Shinjuku Station West Exit) และโรงแรมใหญ่ๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้น

จุดจอดต่างๆ ของรถบัสที่ไปยังชินจูกุ

โชคดีว่าโรงแรมที่เราไปพักคือ Keio Plaza Hotel ซึ่งเป็นจุดจอดรถบัสพอดี เรียกได้ว่าจอดกันหน้าโรงแรมสบายๆ ไม่ต้องเข็นกระเป๋าไปเอง เราจึงเลือกไปเส้นทางนี้เลย ค่าตั๋วอยู่ที่ 1,230 เยน

ตารางเวลาดูได้จากเว็บไซต์ Airport Limousine (โดยเฉลี่ยแล้วมีรถออกทุก 1 ชั่วโมงในช่วงเช้า-เย็น และทุก 30 นาทีในช่วงบ่าย)

ป้ายแสดงราคาค่าตั๋วของรถบัส ไปยังสถานที่สำคัญๆ ในโตเกียว

หน้าตาของตั๋วรถบัส Airport Limousine (อันนี้เป็นตั๋วขากลับมายังสนามบิน)

ซื้อตั๋วเสร็จเรียบร้อยแล้วก็รอเวลานัดหมาย (บริเวณ Arrival Hall ของ Haneda International Terminal มีร้านกาแฟและเก้าอี้ให้นั่งรอนิดหน่อย) เราก็เดินลงลิฟต์หรือบันไดเลื่อนตรงใกล้ ๆ กับจุดขายตั๋ว ไปที่ชั้น 1 ของอาคารซึ่งเป็นจุดจอดรถบัส และไปยืนรอตามป้ายที่ระบุในตั๋ว (ของชินจูกุคือ Bus Stop 3)

ภาพจากเว็บไซต์สนามบินฮาเนดะ

ที่เหลือก็ไม่มีอะไรยาก เพราะรถบัสญี่ปุ่นมาตรงเวลาเป๊ะๆ รถมาจอดที่ป้ายแล้วเราก็เอากระเป๋าไปวางเรียง เจ้าหน้าที่จะมาขนกระเป๋าขึ้นรถให้ พร้อมกับออกบัตรรับกระเป๋าให้เรา (สำคัญมากห้ามทำหาย) แล้วเดินขึ้นรถบัสได้เลย

บนรถบัสก็กว้างขวางสะดวกสบาย ไม่ฟิกซ์ที่นั่ง แต่ว่าปกติแล้วรถแต่ละเที่ยวมักจะเต็ม เพราะจะวนจาก International Terminal ไปรับผู้โดยสารที่ Domestic Terminal 1-2 ด้วย ดังนั้น ควรนั่งกันอย่างมีมารยาท ไม่วางของเกะกะที่นั่งข้างๆ เผื่อว่าจะมีผู้โดยสารท่านอื่นขึ้นมาด้วยนะครับ

บรรยากาศภายในรถบัส

เก้าอี้นั่งของรถ Airport Limousine Bus ถือว่ากว้างขวางสะดวกสบายมาก แต่ไม่มีปลั๊กให้ (มีในเวอร์ชันพรีเมียมที่ราคาแพงกว่าปกติ) 
ในรถมี Wi-Fi ฟรีให้บริการด้วย เผื่อคนที่ไม่ได้ซื้อซิมหรือเปิดโรมมิ่งมา

การเดินทางทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง (วิ่งจริงๆ ประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ต้องไปวนรับผู้โดยสารจากเทอร์มินัลอื่นด้วย ก็ชั่วโมงนึงพอดี) รถจะมาจอดที่หน้าโรงแรมเลย เข็นกระเป๋านิดเดียวเดินไปเช็คอินได้เลย สบายกว่าเดินทางด้วยรถไฟเป็นไหนๆ

สำหรับการเดินทางขากลับไปยังสนามบินฮาเนดะ เราสามารถซื้อตั๋วกับเจ้าหน้าที่ของโรงแรมได้เลย (กรณีของโรงแรม Keio Plaza คือจุดเดียวกับที่ฝากกระเป๋า) ข้อควรระวังคือรถบัสมีเต็มกันง่ายๆ ควรซื้อตั๋วล่วงหน้ากันสักหน่อยครับ (เช่น เดินทางตอนเย็น ซื้อตอนเช้า) ถ้าใจเย็นอาจจะพลาดรถเพราะเต็ม ตกเครื่องกันง่ายๆ

ตอนขึ้นรถขากลับสามารถขึ้นที่หน้าโรงแรมได้เลย โดยพนักงานของโรงแรมจะมาอำนวยความสะดวกให้เราในการเรียงกระเป๋าและตรวจตั๋วด้วย (ราวกับเป็นเจ้าหน้าที่ของรถบัสซะเองด้วยซ้ำ!)

ขากลับรถจะวนไปรับผู้โดยสารที่สถานีชินจูกุก่อน แล้วเดินทางไปส่งที่ International Terminal ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงครับ

ป้ายตารางรถที่โรงแรม Keio Plaza Shinjuku

สรุปแล้วการเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองด้วยรถบัส จะเหมาะมากหากเราพักอยู่ใกล้กับจุดจอดของรถบัส เพราะสบายมากไม่ต้องยกกระเป๋าหรือลากกระเป๋าให้เมื่อย ดังนั้นลองตรวจสอบก่อนว่าอยู่ในเส้นทางรถบัสหรือไม่ ถ้าเข้าข่ายก็เป็นตัวเลือกที่ดีมากเมื่อเทียบกับรถไฟครับ

]]>
25618
คอการเมืองห้ามพลาด ทัวร์อาคารรัฐสภา Diet ญี่ปุ่น เข้าฟรีแถมมีไกด์ด้วย https://2baht.com/japan-national-diet-building-tour/ Fri, 30 Nov 2018 15:07:09 +0000 http://2baht.com/?p=25600 ]]>

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับคนชอบแนวการเมือง รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ แถมยังเข้าฟรีด้วย! นั่นคือรัฐสภาญี่ปุ่น หรือที่มีชื่อเรียกว่า National Diet Building นั่นเอง

หากใครเคยติดตามการ์ตูนหรือซีรีส์ญี่ปุ่นบางเรื่อง คงคุ้นตากับอาคารยอดแหลมหลังนี้กันมาบ้าง เช่น ในการ์ตูนเรื่อง 20th Century Boys หรือซีรีส์ Change นายกฯ (มือใหม่) หัวใจประชาชน เพราะอาคารแห่งนี้คือที่ประชุมสภาของประเทศญี่ปุ่น คนที่อยากดูว่าชีวิตนักการเมืองญี่ปุ่นเป็นอย่างไร จึงสามารถเข้ามาชมกันได้ เพราะสภาเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าฟรี แถมมีไกด์พาชมด้วย

ต้องอธิบายก่อนว่า อาคารรัฐสภาแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน 2 ปีก คือ ปีกของสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives หรือสภาล่าง) ซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายมือในภาพ และปีกของวุฒิสภา (House of Councillors หรือสภาบน) ซึ่งอยู่ฝั่งขวามือในภาพ โดยทั้งสองสภาเปิดให้คนนอกเข้าชม ด้วยเงื่อนไขที่ต่างกัน

  • House of Representatives เปิดให้เข้าชมฟรี มีทัวร์ภาษาอังกฤษวันละ 1 รอบ และต้องนัดหมายล่วงหน้าทางอีเมล – รายละเอียด
  • House of Councillors เปิดให้เข้าชมฟรี โดยไม่ต้องนัดหมายล่วงหน้า ทัวร์เริ่มทุกต้นชั่วโมง – รายละเอียด

เนื่องจากทัวร์วุฒิสภามีเงื่อนไขน้อยกว่ามาก ไม่ต้องนัดหมายล่วงหน้าให้ยุ่งยาก เราจึงเลือกไปทัวร์วุฒิสภากันครับ

การเดินทางไปยังอาคาร National Diet Building

อาคารรัฐสภาญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในย่าน Chiyoda กลางกรุงโตเกียวเลย อยู่ไม่ไกลจากพระราชวังอิมพีเรียล และสถานีโตเกียว (Tokyo Station) โดยย่านตรงนั้นเป็นสถานที่ราชการของประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด ได้แก่ รัฐสภา ที่พักและสำนักงานของนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ประธานสภา รวมถึงกระทรวงสำคัญต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการศึกษา ฯลฯ

การเดินทางสามารถไปได้ด้วยรถไฟใต้ดิน มีให้เลือก 2 สถานี คือ

  • สถานี Kokkai-gijidomae สายสีเขียว Chiyoda Line และสายสีแดง Marunouchi Line (ทางออกหมายเลข 1, 2) ถือเป็นสถานีที่ใกล้ที่สุด เพราะโผล่ขึ้นมาข้างรั้วของรัฐสภาเลย
  • สถานี Nagatacho สายสีม่วง Hanzomon Line, สายสีเขียว Namboku Line, สายสีทอง Yurakucho Line

ในที่นี้เราเลือกมาลงที่ Kokkai-gijidomae เพราะเดินทางมาจากชินจูกุด้วย Marunouchi

พอลงสถานีแล้วก็ไม่มีอะไรยาก เพราะมีป้ายบอกทางตลอดว่า National Diet Building ออกไปทางไหน (ทางออก 1 และ 2 จะใกล้ที่สุด) แถมสถานีนี้ยังมีห้องน้ำให้บริการด้วย

เมื่อโผล่ขึ้นมาบนดินแล้ว เราอาจจะงงๆ เล็กน้อยว่าเดินไปทางไหนดี เพราะขึ้นมาอยู่ข้างรั้ว (ด้านข้าง) ของรัฐสภา ทางเข้าของทัวร์ต้องเข้าประตูด้านหลัง หรืออาคารที่เรียกว่า Annex of the House Councillors ตรงเบอร์ 1-2 ในแผนที่

ทางเข้าจะมีหน้าตาแบบในภาพ มีป้ายเขียนว่า Tours ชัดเจนไม่มีหลง มาถึงแล้วก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ได้เลยว่ามาทัวร์ เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อยครับ

ตรงนี้มีเกร็ดเล็กน้อยว่า ทัวร์จะเริ่มทุกต้นชั่วโมง และเราต้องไปก่อนทัวร์เริ่มประมาณ 10 นาที ซึ่งผู้เขียนไปตอนต้นชั่วโมงพอดี ต้องรอทัวร์รอบหน้า ถ้าอยากหาอะไรฆ่าเวลา สามารถเดินไปแถวสถานี Nagatacho จะมีร้านกาแฟ Excelsior และร้านอาหารอื่นๆ ให้ด้วย เนื่องจากบริเวณรัฐสภามีแต่อาคารราชการจริงๆ ไม่มีจุดให้นั่งพักเลย

เจ้าหน้าที่จะให้เรากรอกฟอร์มเล็กน้อย (กรอกเป็นภาษาอังกฤษได้) ตรวจกระเป๋าเพื่อความปลอดภัย แล้วให้เราลงบันไดเลื่อนไปยังชั้นใต้ดิน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทัวร์ พร้อมกับให้เอกสารเป็นภาษาอังกฤษมาให้อ่าน

ที่ชั้นใต้ดินเป็นจุดเริ่มต้นของทัวร์ เจ้าหน้าที่จะแจ้งว่าระหว่างการทัวร์เป็นเวลา 1 ชม. จะไม่ได้เข้าห้องน้ำเลย ดังนั้นขอให้เข้าห้องน้ำกันก่อนที่ชั้นใต้ดินนี้ ในชั้นใต้ดินยังมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ให้ดูกันก่อนด้วย มีสิ่งของต่างๆ จากในสภามาให้ดูกัน

ตรงนี้เป็นห้องสุดท้ายที่สามารถถ่ายรูปได้แล้ว เพราะถัดจากนี้ไปไม่สามารถถ่ายรูปได้อีกเลย จนกระทั่งเดินออกจากอาคารรัฐสภาครับ

ทัวร์รอบนี้มีเพื่อนร่วมกรุ๊ปประมาณ 20 คน โดยผู้เขียนเป็นคนเดียวที่เป็นชาวต่างชาติ (ที่เหลือคือญี่ปุ่นล้วน o_O) แต่เจ้าหน้าที่พาทัวร์ก็พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย และพยายามเต็มที่ในการอธิบายให้เข้าใจ อย่างไรก็ตาม คงไม่ได้ข้อมูลจากการบรรยายเท่ากับคนญี่ปุ่นอยู่ดี ซึ่งเราสามารถอ่านเองได้จากในเอกสารภาษาอังกฤษที่แจกอยู่แล้ว

เนื่องจากข้างในไม่สามารถถ่ายรูปได้เลย จึงขอเอาภาพจากในโบรชัวร์มาให้ดูกันแทน ว่าเขาพาเดินไปที่ไหนบ้าง

อาคารที่เราได้เดินชมคือปีกทางฝั่งขวาของภาพ ซึ่งเราจะเดินอยู่ชั้นบนเหมือนกับ ส.ว. หรือเลขานักการเมืองทั่วไป (ระหว่างที่เดินก็มีเจ้าหน้าที่เดินสวนกันไปมา ทำงานกันเป็นปกติ) เส้นทางเดินจะเริ่มจากห้องประชุมวุฒิสภา เดินผ่านทางเดินภายใน แวะชมห้องพักของจักรพรรดิเวลามาเปิดประชุม และพาเดินออกฝั่งด้านหน้าของสภา (แต่ไม่ได้ออกประตูหน้า ซึ่งเป็นประตูพิธีการที่ให้จักรพรรดิเสด็จเท่านั้น) มาชมสวนด้านหน้าของวุฒิสภา ซึ่งมีต้นไม้จากจังหวัดต่างๆ ของญี่ปุ่นทั้งหมด จนมาจบด้วยการถ่ายภาพวิวด้านหน้าของรัฐสภาครับ

ห้องที่เป็นไฮไลท์ย่อมเป็นห้องประชุมสภา ที่เราได้เข้าไปชมด้วยจริงๆ แต่เป็นการชมจากชั้นสองของสภา (ภาพขวาบน) ซึ่งปกติแล้ว วุฒิสภาก็เปิดให้ประชาชนทั่วไปที่อยากเข้ามาฟังการประชุมสภา เข้ามานั่งฟังที่บริเวณชั้นสองได้อยู่แล้ว ห้องนี้จะมีเสียงภาษาอังกฤษบรรยายให้ด้วย

สถาปัตยกรรมในห้องประชมสภาต้องบอกว่าสวยงาม เป็นไม้แกะสลักที่ปราณีตมาก ทุกอย่างในห้องนี้เป็นวัตถุดิบจากในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด ยกเว้นกระจกด้านบนที่เป็นสเตนกลาส นำเข้าจากต่างประเทศ เพราะญี่ปุ่นผลิตเองไม่ได้

อาคารรัฐสภาแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1920 และสร้างเสร็จในปี 1936 ใช้เวลาสร้างนานเกือบ 17 ปี มีพื้นที่ใช้สอย 53,464 ตารางเมตร เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปเพื่อแสดงถึงความทันสมัย (ในยุคนั้น)

อีกห้องที่ทัวร์พาไปชมคือ ห้องพักของสมเด็จพระจักรพรรดิและสมาชิกในราชวงศ์ ซึ่งจะมาทำพิธีเปิดประชุมสภาเสมอ แต่ในห้องไม่สามารถเข้าไปดูได้ สามารถมองผ่านกระจกภายนอกห้องเข้าไปเท่านั้น ในห้องเป็นการตกแต่งด้วยพรม ผ้าม่านที่ดูหรูหรา แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เพราะมีแค่โต๊ะกับเก้าอี้ที่ให้พระจักรพรรดินั่ง

ทัวร์ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นเจ้าหน้าที่จะพาเราเดินออกประตูฝั่งด้านหน้าของรัฐสภาพอดี (ตอนเข้าด้านหลัง ตอนออกด้านหน้า) เราสามารถเดินเลี้ยวขวาเพื่อกลับไปยังสถานี Kokkai-gijidomae ได้เลย และถ้าเดินเลยไปอีกสักนิดก็เป็นทำเนียบของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ตามในภาพ

การทัวร์รัฐสภาญี่ปุ่น ถือเป็นความน่าสนใจที่เปิดให้คนทั่วไป (รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าชม) โดยเอกสารที่แจกจะอธิบายกระบวนการประชาธิปไตยของญี่ปุ่นอย่างละเอียด ตั้งแต่การเลือกตั้ง การตั้งนายกรัฐมนตรี การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฯลฯ ถือเป็นการเปิดให้คนเข้ามาสัมผัสระบอบประชาธิปไตยของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดมากๆ

คนที่สนใจด้านการเมือง รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ย่อมไม่ควรพลาด เพราะนอกจากฟรีแล้ว ยังเดินทางมาไม่ยากเลยครับ

]]>
25600
ตามรอยบันไดสีแดงจาก Your Name (Kimi no Na wa) https://2baht.com/your-name-staircase/ Sun, 25 Nov 2018 05:49:04 +0000 http://2baht.com/?p=25582 ]]> คนที่เคยดูภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง Your Name หรือ Kimi no Na wa ของผู้กำกับสุดเทพ Makoto Shinkai คงคุ้นเคยกับซีนคู่พระเอก-นางเอกเดินสวนกันบนบันไดที่มีราวบันไดสีแดง ซึ่งเป็นฉากสำคัญในเรื่อง + เป็นฉากที่อยู่ในโปสเตอร์หนังด้วย

ฉากต่างๆ ในอนิเมะ Your Name มีตัวตนจริงๆ ในประเทศญี่ปุ่น ถึงขั้นมีคนรวบรวมข้อมูลและบอกวิธีตามรอยฉากเหล่านั้นกันมากมาย ในฐานะที่ทีมงานมีโอกาสไปเยือนโตเกียวพอดี เลยไปตามรอยกันบ้างแบบเบาๆ เอาแค่บันไดเพียงอย่างเดียวพอ

การเดินทางเรียกว่าค่อนข้างง่าย เพราะจุดชมบันไดแห่งนี้อยู่กลางเมืองโตเกียว ไม่ไกลจากชินจูกุเลย เรียกได้ว่าอยู่ในระยะพอเดินเท้าไปได้จากชินจูกุด้วยซ้ำ

บันไดแห่งนี้อยู่หน้าศาลเจ้าชื่อ Suga Shrine ซึ่งเป็นศาลเจ้าเล็กๆ ในย่าน Yotsuya ใกล้กับ Shinjuku

วิธีเดินทางที่สะดวกที่สุดคือ นั่งรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro ไปลงที่สถานี Yotsuya-Sanchome แล้วเดินเข้าซอยเล็กๆ ไปอีกไม่ไกล ก็จะถึงศาลเจ้า Suga และบันไดแห่งนี้

ตัวบันไดมีพิกัดใน Google Maps เป็นของตัวเองเลย หาไม่ยากครับ

ถ้าเดินมาจากทางฝั่งศาลเจ้า เราจะมาถึงด้านบนของบันไดก่อน

ช่วงที่ไปมีเทศกาลโคมไฟพอดี เลยตกแต่งมีโคมไฟประดับ อารมณ์แตกต่างจากในหนังอยู่พอสมควร

เนื่องจากบันไดนี่ดังระดับโลกแล้ว เลยมีกลุ่มทัวริสต์ไม่น้อยมาเยือน (ตอนที่ไปมี 3 กรุ๊ป) ยังไงก็อย่าส่งเสียงดังรบกวนคนอยู่แถวนั้น เพราะมีแต่บ้านคนจริงๆ

ศาลเจ้า Suga Shrine เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ไหนๆ มาถึงแล้วก็เดินมาไหว้กันสักหน่อย

Suga Shrine

Suga Shrine

เนื่องจากมันเป็นบันไดธรรมดา ที่เผอิญดังขึ้นมาเพราะถูกนำไปใช้เป็นฉากในหนัง สิ่งเดียวที่มาแล้วต้องทำก็คือ “ถ่ายรูป” กับบันไดให้เหมือนซีนในหนังนั่นเอง

ด้านล่างของบันได ถ้าเดินลงมาแล้วก็สามารถเดินวนกลับไปยังสถานีรถไฟใต้ดินได้เหมือนกัน

ถ้าใครมาช่วงเที่ยงๆ หรือชนกับมื้ออาหาร ย่านสถานี Yotsuya-Sanchome ก็มีร้านอาหารหลายร้านให้เลือกกินได้ตามใจชอบครับ

]]>
25582
รู้จัก Jewel Changi อาคารใหม่สุดแกรนด์ของสนามบินชางงี สิงคโปร์ https://2baht.com/jewel-changi-airport-singapore/ Sun, 28 Oct 2018 03:25:19 +0000 http://2baht.com/?p=25569 ]]> อีกไม่นานเราจะได้พบกับ Jewel Changi Airport อาคารใหม่ของสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีความสูงเท่าตึก 10 ชั้น (5 ชั้นบนดิน + 5 ชั้นใต้ดิน) ภายในเป็นสวนขนาดใหญ่พร้อมร้านค้าและร้านอาหารจำนวนมาก

Jewel ไม่ใช่อาคารเทอร์มินัลสำหรับผู้โดยสาร แต่เป็นอาคารที่สร้างขึ้นโดยเชื่อมกับเทอร์มินัล 1 ของสนามบินชางงี และมีสะพานเดินต่อไปยังเทอร์มินัล 2 และ 3 ได้ เป้าหมายของมันก็ชัดเจนว่าต้องการเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่เพื่อรองรับความต้องการของผู้โดยสารหลายสิบล้านคนที่ต้องเดินทางผ่านสนามบินชางงี (ชางงียังมีแผนจะสร้างอาคารเทอร์มินัล 5 แยกต่างหากในอนาคต)

ท่านที่เคยเดินทางไปสนามบินชางงีอาจพอนึกภาพออกว่า อาคาร Terminal 1 ตั้งอยู่ตรงกลางใกล้กับหอควบคุมการบิน มี Terminal 2 และ 3 ขนาบซ้ายขวา ส่วนอาคาร Jewel จะตั้งอยู่ตรงกลางด้านหน้าของ Terminal 1 และติดกับหอคอยควบคุมการบินเลย เรียกได้ว่าถ้ามายังสนามบินชางงี ไม่มีทางพลาดมองไม่เห็นอาคารโดมกระจกแห่งนี้ไปได้เด็ดขาด

ด้านบนสุดในโดมของ Jewel เป็นสวนป่าพร้อมน้ำตกขนาดใหญ่ที่ไหลลงมาจากตรงกลางหลังคา มีความสูงถึง 40 เมตร ให้อารมณ์ความรู้สึกเป็นธรรมชาติป่าเขตร้อน

แต่ภายใต้สวนป่าและน้ำตกเป็นร้านค้าจำนวนเกือบ 300 ร้าน และโรงแรม Yotel Air ที่รองรับแขกได้ 130 ห้อง

รายชื่อร้านค้าและร้านอาหารบางส่วนใน Jewel Changi

  • A&W ครั้งแรกในรอบสิบปีที่กลับมายังสิงคโปร์
  • Pokemon Center Singapore ร้านแรกที่อยู่นอกญี่ปุ่น พร้อมสินค้าพิเศษที่ขายเฉพาะในสิงคโปร์เท่านั้น
  • Laderach ร้านช็อคโกแลตจากสวิส
  • Pink Fish ร้านซีฟู้ดจากนอร์เวย์
  • Shake Shack ร้านเบอร์เกอร์ชื่อดังจากนิวยอร์ก
  • Shaw Theatres โรงหนังแบบมัลติเพลกซ์จำนวน 11 โรง มีโรงที่เป็น IMAX
  • Naiise
  • Supermama
  • Tiger Street Lab โรงเบียร์ของแบรนด์ Tiger Beer
  • ร้านอาหารของเชฟ Violet Oon
  • ร้านอาหารจีน  Xiao Bin Lou และ  Yu’s Kitchen จากประเทศจีน
  • TONITO ร้านอาหารเปรู
  • Nike Shop สาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเดินทางมายัง Jewel สามารถมาได้ทางรถไฟใต้ดิน (MRT) รวมถึงมีที่จอดรถ 2,500 คันที่รองรับแขกผู้มาเยือน Jewel และ Terminal 1

Jewel ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2014 และมีกำหนดเปิดบริการอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2019 (2562) อีกไม่นานเกินรอ

ข้อมูลเพิ่มเติม: Jewel Changi, Channel News Asia

]]>
25569
ข้อมูลการเช่ารถ สนามบินเชียงราย มีบริษัทใดบ้าง https://2baht.com/chiangrai-airport-car-rental/ Thu, 25 Oct 2018 05:19:52 +0000 http://2baht.com/?p=25561 ]]> เดี๋ยวนี้การเดินทางด้วยเครื่องบินไปยังจังหวัดปลายทาง แล้วเช่ารถจากสนามบินขับไปยังสถานที่ต่างๆ ได้เลย ถือเป็นความสะดวกอย่างมากสำหรับคนที่ต้องเดินทางไกลๆ หรือไปหลายจุดในทริปเดียว และไม่มีวิธีการขนส่งสาธารณะที่สะดวก หรือไม่มีเพื่อน/ญาติมารอรับ

ทีมงาน 2Baht มีโอกาสแวะไปยัง จ.เชียงราย และได้เช่ารถจากสนามบินแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย จึงนำข้อมูลของการเช่ารถที่สนามบินเชียงรายมาฝากกัน

มีบริษัทเช่ารถยี่ห้อใดบ้าง

สนามบินเชียงรายมีบริษัทรถเช่าทั้งหมด 7 รายดังนี้ (เรียงตามตัวอักษร)

  • ASAP
  • Auto Rental
  • AVIS
  • Chic
  • Hertz
  • National
  • Thai Rent a Car

เคาเตอร์ของบริษัทรถเช่าจะอยู่ด้านหน้าของทางออกผู้โดยสารขาออก (Departure) เรียกว่าออกมาก็เจอเลย ไม่มีทางที่จะไม่เห็นได้ โดยอยู่ใกล้กับประตู 2 ของอาคารผู้โดยสารสนามบิน

ฝั่งซ้ายมือของประตูมีด้วยกัน 5 รายคือ Chic, ASAP, National, Thai Rent a Car, AVIS

รถเช่า สนามบินเชียงราย

ฝั่งขวามือมีอีก 2 รายคือ Hertz และ Auto Rental (ในเครือ True)

รถเช่า สนามบินเชียงราย

ส่วนใครจะใช้บริการยี่ห้อไหน คงแล้วแต่ความชอบ การเป็นสมาชิกสะสมแต้ม รวมถึงโปรโมชั่นของแต่ละบริษัทในแต่ละช่วงด้วย

ในการเดินทางรอบล่าสุด ทีมงานเราใช้บริการของ Chic ซึ่งก็ได้รับประสบการณ์ที่ดี พนักงานบริการดี สภาพรถดี ส่วนยี่ห้ออื่นยังไม่ได้ลองใช้ก็คงไม่สามารถบอกเล่าประสบการณ์ตรงนี้ได้

ป.ล. รถยนต์เช่าทุกคันที่อยู่ในสนามบิน สามารถเข้าออกสนามบินโดยไม่ต้องรับบัตรจอดรถที่ป้อมยามนะครับ เพราะมีสติ๊กเกอร์แปะติดอยู่หน้ารถแล้ว สามารถขับเข้าสนามบินไปได้เลย

]]>
25561
พาชม Food Court ในสนามบินเชียงราย https://2baht.com/chiang-rai-airport-food-court/ Tue, 23 Oct 2018 05:55:35 +0000 http://2baht.com/?p=25545 ]]> มีโอกาสไปเยือนสนามบินแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย (CEI – Chiang Rai International Airport) และพบว่ามีการเปิดศูนย์อาหารใหม่บริเวณชั้น 2 ของสนามบิน ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้นักเดินทาง นักท่องเที่ยว ได้มีอาหารรับประทานระหว่างรอเครื่องบิน โดยที่ไม่ต้องออกไปหากินนอกสนามบินให้ยุ่งยาก เลยเก็บข้อมูลมาฝากกัน

ศูนย์อาหารอยู่บริเวณชั้น 2 ของสนามบิน ถ้าเดินเข้าประตูสนามบินมาจะอยู่ด้านซ้ายมือสุด บริเวณเดียวกับเคาเตอร์เช็คอินของสายการบินต่างๆ เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้น 2 ก็จะเจอเลย (อยู่ติดกับทางออกขึ้นเครื่องระห่างประเทศหรือ International Departures) เขาใช้ชื่อว่า The Foodie Project

Chiang Rai Airport Food Center
ศูนย์อาหารสนามบินเชียงราย

ศูนย์อาหารแห่งนี้มีที่นั่งค่อนข้างกว้างขวาง นั่งกันสบายๆ ไม่แออัด การจ่ายเงินต้องแลกคูปอง มีซุ้มขายเครื่องดื่มและเบียร์บริการด้วย

บรรยากาศภายในฟู้ดคอร์ท

ร้านอาหารภายในฟู้ดคอร์ท เท่าที่เดินสำรวจมีดังนี้ (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2561)

ร้านอาหารฝรั่ง Aka Burger ขายเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟราย แซนด์วิช พาสต้า

Aka Burger

ร้านของหวาน Mang-Co ขายพวกน้ำแข็งใส น้ำปั่น และร้านก๋วยเตี๋ยวล้านนา มีทั้งก๋วยเตี๋ยวหมูและเนื้อ

Chiang Rai Airport Food Court

ร้านข้าวมันไก่เจริญ และข้าวแกงสี่ภาค มีขนมจีนขายด้วย

Chiang Rai Airport Food Court

ร้านผัดไท ชี้ดาว ขายผัดไท ผัดซีอิ๊วและราดหน้า กับร้านข้าวซอยบุษณีย์ เวียงชัย

Chiang Rai Airport Food Court

ร้านสุดท้ายเป็นร้านอาหารสำหรับคนจีน ชื่อร้านไก่ย่างพ่อขุน แต่ก็เขียนกำกับว่า Chinese Food พร้อมเมนูภาษาจีน และอาหารแนวจีนๆ

Chiang Rai Airport Food Court

นอกจากร้านในฟู้ดคอร์ทแล้ว ที่บริเวณชั้น 1 ของสนามบินยังมีร้านอาหารข้าวซอย และร้านกาแฟ (Black Canyon) กับไอติม Dairy Queen บริการด้วย ส่วนด้านในหลังจากผ่านด่านตรวจความปลอดภัยไปแล้ว ก็มีร้านกาแฟอีก 3-4 ร้านให้บริการ โดยยังมีอาหารเบาๆ พวกแซนด์วิช เค้ก หรือบะหมี่ถ้วยขายด้วย

]]>
25545
ข้อมูลตลาดปลาโทโยสุ ตลาดปลาแห่งใหม่ที่มาแทนสึกิจิ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมแล้ว https://2baht.com/toyosu-fish-market/ Mon, 15 Oct 2018 09:56:00 +0000 http://2baht.com/?p=25535 ]]>

หลายคนอาจได้ข่าวว่า ตลาดปลาสึกิจิ (Tsukiji fish market) อันมีชื่อเสียงของกรุงโตเกียว มีอันต้องปิดตัวลงในวันที่ 6 ตุลาคม 2018 หลังเปิดทำการมานานถึง 83 ปี ด้วยเหตุผลว่าตัวอาคารทรุดโทรมตามกาลเวลา และทางเมืองโตเกียวต้องการนำพื้นที่ตรงนั้นไปใช้ประโยชน์อื่น

อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าปลาในตลาดสึกิจิเดิมไม่ได้หายไปไหน แค่ย้ายมายังตลาดปลาแห่งใหม่ “โทโยสุ” (Toyosu) ที่มาแทนตลาดสึกิจิ และอยู่ห่างไปจากที่เดิมเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

แผนที่ตลาดปลา Toyosu (ล่าง) ที่ย้ายมาจาก Tsukiji (บน)

ตลาดปลาโทโยสุ มีพื้นที่ใหญ่กว่าสึกิจิถึง 1.8 เท่า (407,000 ตารางเมตร) สะอาดกว่าเดิม เดินทางสะดวกกว่าเดิม แถมยังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2018 ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวยังสามารถชมการประมูลปลาทูน่า โดยมีจุดชมวิวจากชั้นสองของตลาดปลาด้วย

ตลาดปลาโทโยสุ เปิดบริการทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์ที่หยุดบริการ และวันหยุดราชการของญี่ปุ่น ระหว่างเวลาตีห้าถึงห้าโมงเย็น (5.00-17.00) โดยไม่เก็บค่าเข้าชม หากต้องการไปในช่วงที่ตลาดคึกคักที่สุด ควรไปก่อน 8 โมงเช้า

การเดินทางไปยังตลาดโทโยสุที่สะดวกที่สุดคือ รถไฟใต้ดินสาย Yurikamome Line ลงที่สถานี Shijo-mae Station โดยสามารถเดินจากสถานีรถไฟไปยังตลาดปลาได้เลย หรืออีกทางหนึ่งคือสถานี Toyosu Station, สาย Yurakucho Line ซึ่งมีร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ รวมถึงสามารถนั่งรถไฟต่อไปยังเกาะโอไดบะได้ด้วย

ร้านอาหาร ร้านซูชิอร่อยๆ จากสึกิจิก็ย้ายตามมาที่โทโยสุหลายราย (บางส่วนก็ยังอยู่ที่เดิมที่อยู่รอบตลาดสึกิจิ) ใครสนใจแวะไปเที่ยวก็ตามไปชิมซูชิร้านดังๆ ได้เช่นกัน

ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้จาก เว็บไซต์ของตลาด Toyosu (ภาษาญี่ปุ่น)

ที่มา – Japan Today, CNN

]]>
25535