2Baht.com https://2baht.com บล็อกท่องเที่ยวสำหรับนักเดินทางรุ่นใหม่ 2Baht.com Mon, 22 Jan 2018 03:03:38 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.9.2 80558871 สนามบินอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ เปิดอาคาร Terminal 2 แล้ว https://2baht.com/incheon-airport-terminal-2/ Mon, 22 Jan 2018 03:03:01 +0000 https://2baht.com/?p=25253 ]]>

สนามบินอินชอนของเมืองหลวง กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เปิดอาคารผู้โดยสาร Terminal 2 แล้ว ต้อนรับเทศกาลโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมือง PyeongChang ในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 มีขีดความสามารถรับผู้โดยสารเิ่มได้อีกปีละ 18 ล้านคน

รายชื่อสายการบินที่จะย้ายไปอยู่ Terminal 2 ได้แก่ Korean Air, Air France, KLM และ Delta (กลุ่มพันธมิตร Skyteam)

สนามบินอินชอน ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามบินที่ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว การเปิดอาคาร Terminal 2 ก็ย่อมไม่ทำให้ผู้ใช้บริการผิดหวัง เพราะเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้าดิวตี้ฟรี รวมถึงกระบวนการเช็คอินที่รวดเร็ว จากการมีตู้เช็คอินอัตโนมัติและ bag drop ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอคิวเจ้าหน้าที่ให้เสียเวลา

อาคาร Terminal 2 อยู่ด้านตรงข้ามกับอาคาร Terminal 1 เดิม การเดินทางจำเป็นต้องแยกทิศกันตั้งแต่เข้าเขตสนามบินอินชอน ส่วนการเดินทางระหว่างอาคารมีรถชัทเทิลเวียน ออกทุก 5 นาที ใช้เวลาประมาณ 15-18 นาทีในการเดินทาง

แต่ถ้าหากเดินทางด้วยรถบัสของสนามบินหรือรถไฟ ก็จะจอดส่งผู้โดยสารทั้งที่ Terminal 1 และ Terminal 2

ข้อมูลเพิ่มเติมของการเดินทางไปยัง Terminal 2 สามารถอ่านได้จาก เว็บไซต์ของสนามบินอินชอน

]]>
25253
รีวิว Bawarchi ร้านอาหารอินเดียสไตล์ภาคเหนือ ที่เต็มไปด้วยสีสันเครื่องเทศ https://2baht.com/bawarchi-indian-food/ Fri, 05 Jan 2018 12:46:12 +0000 https://2baht.com/?p=25223 ]]> เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ทีมงานของ 2baht.com ได้รับเชิญให้ไปชิมอาหารอินเดียที่ร้าน Bawarchi อาคาร President Tower ย่านชิดลม โดยเมนูในงวดนี้จะเป็นอาหารอินเดียดื่มกับคอกเทลสไตล์อินเดียครับ

ทีมงานได้รับเชิญจากร้านอาหารให้รีวิว โดยให้อิสระในการเขียนอย่างเต็มที่ และความเห็นทั้งหมดเป็นของทีมงานโดยตรง ต้องกราบขอบพระคุณทางร้านมา ณ ที่นี้ด้วย

แนะนำร้าน Bawarchi

ในความเข้าใจของคนทั่วไป (รวมถึงผู้เขียน) สิ่งที่เรามักจะคุ้นเคยกับอาหารอินเดียคือภาพลักษณ์ของอาหารที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศจัดจ้าน และเป็นอาหารที่หลายคนลังเลใจที่จะลอง แต่อันที่จริงแล้วคำว่า “อาหารอินเดีย” มีความหลากหลายมาก และมีความแตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศอินเดีย ซึ่งอาหารของแต่ละภาคย่อมไม่เหมือนกันไปหมดเลยเสียทีเดียว

ร้าน Bawarchi เป็นร้านสไตล์อาหารอินเดียภาคเหนือ ร้านเปิดครั้งแรกในกรุงเทพตั้งแต่ปี 2541 และค่อยๆ ขยายสาขาไปเรื่อยๆ จนตอนนี้มีสาขาในหลายประเทศ ทั้งในอินเดีย พม่า และไทย โดยสาขาหลักอยู่ที่ชิดลม ตามที่ไปรีวิวในครั้งนี้

ทางเข้าร้าน

บรรยากาศของสาขาชิดลมมีการตกแต่งที่ค่อนข้างหรูหรา เท่าที่สอบถามมาคือเพิ่งปรับปรุงการตกแต่งร้านใหม่ไปไม่นาน บรรยากาศภายในเป็นร้านเล็กๆ จุคนไม่มาก และค่อนข้างเงียบ มีความเป็นส่วนตัวสูง ทุกคืนจะมีดนตรีอินเดียมาเล่นสดด้วย ถือว่าให้บรรยากาศที่หรูหรา ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคในย่านกลางเมืองได้เป็นอย่างดี

บรรยากาศในร้าน

นอกจากบรรยากาศในร้านที่ดำเนินไปอย่างหรูหราแล้ว ผู้ที่เข้ามาทานสามารถชมการทำอาหารของเชฟได้ ด้วยบรรยากาศ ‘ครัวเปิด’ ที่ทำให้มองเห็นทุกกิจกรรมในห้องครัวได้ครับ เสมือนหนึ่งชมการแสดงไปโดยปริยาย

บรรยากาศในครัว

รีวิวอาหารจากในครัว

สำหรับเมนูอาหารที่ไปรีวิวครั้งนี้ เป็นการจับคู่กันระหว่างอาหารและเครื่องดื่มค็อกเทลสไตล์อินเดียที่ทางร้านทำขึ้น นับว่าเป็นความแปลกใหม่อยู่ไม่น้อย สำหรับทีมงานที่ต้องรีวิวทั้งเครื่องดื่มและอาหารที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนไปพร้อมกันครับ

เริ่มต้นจานแรกที่ Tandori Chaap หรือ เนื้อแกะอบสมุนไพร (650++ บาท) ที่เกิดจากการเอาเนื้อแกะส่วนซี่โครงไปหมักเครื่องเทศสมุนไพร ก่อนจะนำไปพรมด้วยน้ำมันมัสตาร์ดผสมโยเกิร์ต แล้วค่อยนำเอาไปย่างเบาเตาถ่านอีกที

จานนี้เครื่องเทศค่อนข้างจัดมาก ตัวเนื้อแกะไม่มีกลิ่นเหม็น นุ่ม แต่ซอสที่มาคู่กันในจานหวานมาก ให้รสชาติช่วงจบที่ค่อนข้างแปลก คำแนะนำของทีมงานคือให้กินแต่เนื้อแกะพองาม ใช้ความหวานของซอสไปจัดสมดุลให้กับความจัดจ้านของเครื่องเทศได้ แต่อย่าผสมลงไปหมด

Tandori Chaap

จานนี้ถูกแนะนำให้จับคู่กับ Curry Scotch Smash วิสกี้ผสมกับน้ำเชื่อมเครื่องเทศอินเดีย มะนาวฝรั่ง (lemon) และใบมิ้นต์ โดยส่วนตัวพบว่าเป็นรสหวานอมขม ไม่ค่อยเข้ากันได้ดีนัก ควรกินอาหารก่อนแล้วดื่มปิดท้ายจะดีกว่า

ขึ้นจานที่สองกับ Tandoori Malai Broccoli หรือ บล็อคโคลี่สดอบชีส (465++ บาท) นำชีสผสมกับกระวานแล้วก็เกลือดำ เสิร์ฟพร้อมกับชัทนีย์แอปเปิ้ลและทับทิม

จานนี้บล็อคโคลี่สุกไปนิด ส่วนซอสก็มีความเป็นผลไม้ มีความเป็นเครื่องเทศชัด ถ้าไม่มีชีสร้อยเรียงกันอยู่จะทำให้จานนี้รวมกันไม่ได้ ดังนั้นถ้าจะกินต้องรวมเป็นก้อนเดียว ทั้งชีส ผัก และซอส

Tandoori Malai Broccoli

ส่วนค็อกเทลที่ถูกแนะนำคือ Nri Ice Tea ที่เป็นส่วนผสมของมาร์ตินี่ วอดก้า และน้ำมะนาวฝรั่งสด รสชาติชับเน้นความหวานติดขม แต่สามารถล้างปากได้ดี เข้ากับตัวบล็อคโคลี่อยู่มากทีเดียว

จานต่อไปเป็น Tawa Jhinga Masala หรือ กุ้งตัวใหญ่ผัดกับมาซาลามะเขือเทศผสมมะนาว (875++ บาท) ตัวกุ้งทำได้ดี แต่โดยรวมจานนี้ค่อนข้างติดมัน และกลิ่นเครื่องเทศไม่จัดจ้านอย่างที่คิดไว้ ต้องกินกับแป้งนานที่มีทั้งแบบกรอบและแบบนุ่ม มาในถาดครับ

Tawa Jhinga Masala
แป้งนาน

จานนี้แต่เดิมถูกแนะนำให้จับคู่กับ Nri Ice Tea แต่ด้วยการสื่อสารหรือการจัดระบบทางร้านที่ไม่เข้าใจกัน ทำให้ตัวนี้ถูกแนะนำจับคู่กับ Tamarind Magarita เป็นค็อกเทลมะขาม รสชาติเหมือนน้ำมะเขือเทศ มีความเผ็ดร้อนนิดๆ เข้าคู่ป้อล้อกันไปได้ด้วยดี

Tamarind Magarita

ต่อไปเป็น Bawarchi Dal Makhani หรือแกงถั่วดำ (275++ บาท) เป็นแกงกะหรี่ถั่วดำเล็กๆ แบบที่คนไทยอาจจะคุ้นเคยบ้าง เอาไปเคี่ยวกับมะเขือเทศข้ามคืน เสิร์ฟพร้อมกับเนย

เรื่องรสชาติเครื่องเทศไม่จัดมาก ให้สัมผัสร้อนเมื่อกลืนลงไปในคอ กินกับแป้งนานแบบนุ่มให้รสชาติที่ดีครับ

Bawarchi Dal Makhani

ปิดท้ายของคาวกันที่ Bawarchi Hyderabadi หรือ ข้าวหมกแกะ (595++ บาท) จานนี้ใช้ข้าวบริยานี (ผอมๆ ยาวๆ) กับเนื้อแกะที่อบมานุ่ม รสชาติใกล้เคียงกับพะแนง ข้าวหุงมาพอดี จานนี้ถือว่าโดดเด่นที่สุดในรรดาทุกจานที่ชิมมาทั้งหมด แนะนำเป็นอย่างยิ่ง

Bawarchi Hyderabadi

จานนี้ถูกแนะนำให้จับคู่กับ Masala Chai Martini เป็นค็อกเทลที่มีลักษณะติดหวาน ครีม คาราเมล และเป็นนมส่วนมาก ช่วงจบมีแอลกอฮอล์ที่แรงอยู่ ถือว่าทำมาได้ดีและเข้าคู่กับจานนี้ได้อย่างลงตัว

Masala Chai Martini

ปิดท้ายกันที่ของหวานที่เป็น Kulfi หรือไอศครีมมะม่วงสไตล์อินเดีย ที่เป็นของหวานแช่แข็ง ทำจากเมื้อมะม่วงเคี่ยวเข้ากับนมผสมด้วยแป้งถั่วพิสตาชิโอและกระวาน รสชาติครีมจัด แน่นกว่าไอศครีมปกติ มะม่วงชัดเจนมาก จานนี้ถือว่าแปลกใหม่ แนะนำอย่างยิ่งครับ

Mango Kulfi

บทสรุปของการรีวิวและเรื่องการบริการ

ในแง่ของการบริการ คนไทยที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษอาจลำบากหน่อย เพราะพนักงานทุกคนเป็นชาวอินเดีย จึงต้องพูดภาษาอังกฤษทั้งหมด ส่วนเรื่องอาหารออกช้าเล็กน้อย แต่ถ้าออกมาแล้วก็มาไล่เลี่ยกันหมด ถือว่าจัดเตรียมได้ดีอยู่ระดับหนึ่ง

น้ำดื่มที่ใช้ของ Bawarchi ระบุข้างขวดว่าเป็นน้ำแร่มาจากภูเขามัทรี ตรงนี้ไม่รู้ว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร เพราะทีมงานพยายามหาข้อมูลแต่ไม่พบครับ

น้ำดื่มจากภูเขามัทรี

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตประการหนึ่งคือร้านอาหารระดับนี้ (ราคาสูง) ในแง่ของการบริการ พนักงานยังเหมือนกับไม่ค่อยนิ่งนัก ตอนได้รับน้ำดื่มก็วางขวดไว้ให้ผู้มาทานรินเอง หรือการเสิร์ฟค็อกเทลที่ทุกจานที่กำหนดไว้ต้องมาคู่กัน แต่เสิร์ฟลำดับสลับและไม่ชัดเจนด้วย พอมาถึงการเก็บจานใช้เวลาได้เร็วและทำได้ดี อ่านสัญญาณการวางช้อนส้อมออก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

โดยสรุปแล้ว ร้าน Bawarchi ในเรื่องของการตกแต่งสถานที่ถือว่าหรูหรา อาหารเป็นอินเดียที่ค่อนไปทางเหนือถือว่าอร่อย ทำได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าที่อื่น อย่างไรก็ตามในเรื่องของการบริการถือเป็นข้อสังเกตสำคัญที่อาจต้องหยิบมาพิจารณาเล็กน้อยครับ

ข้อมูลเกี่ยวกับร้าน

  • เวลาเปิดให้บริการ: 11.00 น. – 23.00 น.
  • หมายเลขโทรศัพท์: 02-656-0102-3
  • เว็บไซต์: http://bawarchiindian.com/bawarchi-chidlom/
  • การเดินทางและที่ตั้ง: อยู่ชั้นใต้ดินของ President Tower Arcade (อาคารโรงแรม Intercontinental กรุงเทพ) ลงที่สถานีรถไฟฟ้าชิดลม แล้วเดินย้อนมาทาง Central World เมื่อเจอโรงแรม InterContinental อยู่ทางขวามือให้ลงบันไดชั้นใต้ดิน จะเจออยู่ทางขวามือครับ
]]>
25223
รีวิว การใช้งาน True Travel Sim Asia ต่อเน็ตมือถือในประเทศจีน https://2baht.com/review-true-travel-sim-asia-china/ Sun, 10 Dec 2017 05:01:58 +0000 https://2baht.com/?p=25188 ]]> 2Baht เคยรีวิวซิม Sim2Fly ของ AIS สำหรับการใช้เน็ตแบบโรมมิ่งในต่างประเทศมาแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้มารีวิวของฝั่งค่าย Truemove H กันบ้างครับ

TrueMove H มีซิมสำหรับใช้เน็ตโรมมิ่งในต่างประเทศอยู่ 2 รุ่นคือ Travel Sim Asia (399 บาท) กับ Travel Sim World (899 บาท) ทั้งสองแพ็กเกจให้เน็ตเต็มสปีด 4GB (ใช้ครบก็ยังต่อเน็ตได้ แต่ความเร็วจะตกลง) ความแตกต่างก็ตามชื่อแพ็กเกจ นั่นคือ Travel Sim Asia ใช้งานได้เฉพาะประเทศในเอเชีย (อายุนาน 8 วัน) ส่วน Travel Sim World ใช้กับประเทศนอกเอเชียได้ด้วย (15 วัน)

ในแง่ปริมาณเน็ต จำนวนวัน และราคา ถือว่า Travel Sim ของ True เทียบเท่ากับ Sim2Fly ของ AIS ทุกประการ สิ่งที่ต่างกันอยู่บ้างคือประเทศที่สามารถใช้งานได้ อาจแตกต่างกันเล็กน้อย และประเทศสำคัญที่ True มีแต่ AIS ไม่มีคือ ประเทศจีน (ในทางกลับกัน AIS มีอินเดียและออสเตรเลีย ซึ่ง True ไม่มี)

ส่วน Dtac เพิ่งออกซิม Go! Inter มีแพกเกจเดียวคือ 4GB ใช้ได้นาน 8 วัน 399 บาท ใช้กับประเทศได้หลากหลายทั้งเอเชีย (มีจีนด้วย) ยุโรป สหรัฐ ดังนั้น ถ้าใครไปยุโรป-สหรัฐในระยะเวลาไม่นาน ซื้อซิมจาก Dtac คุ้มกว่า แต่ถ้าเป็นเดินทางในเอเชียก็ถือว่าราคาเท่ากันทั้ง 3 ราย

รีวิวอันนี้คือการใช้งาน True Travel Sim Asia กับการใช้งานในประเทศจีนครับ

ซื้อซิมที่ไหน

การซื้อซิมไม่มีอะไรยาก ใช้บัตรประชาชนตัวจริงสำหรับลงทะเบียนซิมก็พอแล้ว ความยากคงเป็นว่าซิม Travel Sim มีขายเฉพาะร้าน True Shop บางสาขาเท่านั้น เพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้อ่าน 2Baht เราก็นำรายชื่อร้าน True Shop ที่วางขายซิมโรมมิ่งเหล่านี้มาให้ดูกันง่ายๆ ข้างล่างเลย (คลิกเพื่อดูภาพขนาดเต็ม)

คลิกเพื่อดูภาพขนาดเต็ม

วิธีการใช้งาน

เมื่อซื้อแพ็กเกจ True Travel SIM มาเรียบร้อย ก็จะได้ซองซิมมาตามภาพ ซิมมีมาให้ 3 ขนาด ทั้งขนาดปกติ, Micro, Nano เรียกว่ามือถือเป็นแบบไหนก็รองรับได้หมด

การใช้งานก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก แค่หักซิมใส่ในมือถือ แล้วเปิดใช้งานต่อเน็ตที่ต่างประเทศ (เปิด Mobile Data) ก็ใช้งานได้ทันที มือถือจะเลือกเกี่ยวสัญญาณจากเครือข่ายโรมมิ่งในต่างประเทศมาให้เราเองโดยอัตโนมัติ

รีวิวประสบการณ์ใช้งานในจีน

จากประสบการณ์ใช้งานในประเทศจีน (เซินเจิ้นและกวางโจว) พบว่าซิม True Travel Sim Asia เกี่ยวสัญญาณของ China Mobile โอเปอเรเตอร์อันดับหนึ่งของจีนให้อัตโนมัติ คุณภาพของสัญญาณเน็ตก็ถือว่าโอเคในระดับหนึ่ง (เน็ตจีนสู้เมืองไทยไม่ได้นะ) โดยมีบางจุดที่คนใช้เยอะๆ อย่างในตัวเมืองกวางโจวก็ใช้งานไม่ค่อยได้ในบางช่วงเวลา

การใช้เน็ตผ่านซิม Travel Sim ในจีนยังมีข้อดีคือ ไม่โดนบล็อคบริการต่างๆ อย่างที่คนจีนโดน ดังนั้นสามารถใช้งาน Facebook, YouTube, Google, LINE ได้ปกติเหมือนกับอยู่ในประเทศไทยทุกประการ (น่าขนไปขายคนจีนเหมือนกันนะ :P)

อย่างไรก็ตาม ต้องแจ้งว่าอินเทอร์เน็ต 4G ในประเทศจีน (เฉพาะ 4G ไม่รวม 3G) ใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างไปจากชาวโลก รวมถึงบ้านเรา นั่นคือเป็น LTE แบบ TDD (ของบ้านเราและประเทศอื่นๆ เป็น LTE แบบ FDD) ดังนั้น ถ้าสมาร์ทโฟนของเราเก่าสักหน่อยอาจใช้เน็ต 4G ไม่ได้ (แต่ต่อเชื่อม 3G ที่เป็นมาตรฐานโลกได้นะครับ) หากใช้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่หน่อย ได้แก่ iPhone 5s, Galaxy S4/Note 4, Huawei P7/Mate 7 ขึ้นไป จะรองรับเทคโนโลยีทั้งสองแบบคือ TDD/FDD ในตัว ก็จะสามารถใช้ 4G ในจีนได้อย่างไม่มีปัญหาครับ

หมายเหตุ: ซิมอันนี้ไม่รวมค่าโทรศัพท์ใดๆ ถ้าอยากใช้งานด้วยก็ต้องเติมเงินเข้าซิม และคิดค่าโทรเรตเป็นนาทีไปครับ (แต่เดี๋ยวนี้คงใช้โทรผ่านแอพพวก Line/Facebook/Skype กันหมดแล้วแหละ ถ้าไปกันเป็นกลุ่มคนไทย ไม่ต้องติดต่อการค้ากับคนจีนโดยตรง)

]]>
25188
มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร 2018 ประกาศอย่างเป็นทางการ https://2baht.com/michelin-bangkok-2018-announced/ Wed, 06 Dec 2017 16:27:35 +0000 https://2baht.com/?p=25159 ]]> วันนี้ (6 ธันวาคม 2560) ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแฮท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร มิชลินร่วมกับองค์กรพันธมิตร แถลงข่าวเปิดตัว มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร 2018 อย่างเป็นทางการ หลังจากที่รัฐบาลได้ลงนามกับมิชลิน จัดทำมิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา (ข่าวเก่า, รายละเอียดเรื่องมิชลิน ไกด์) และนับว่าเป็นแห่งที่ 30 ที่มิชลินได้จัดทำไกด์

สำหรับร้านอาหารที่อยู่ในไกด์ แบ่งเป็นอันดับต่างๆ ดังนี้ (รายชื่อเต็มอยู่ด้านล่าง ยกเว้น Michelin Plate)

  • ร้านระดับ 2 ดาว จำนวน 3 ร้าน
  • ร้านระดับ 1 ดาว จำนวน 14 ร้าน
  • ร้านระดับ Bib Gourmand จำนวน 35 ร้าน
  • ที่เหลือเป็น Michelin Plate จำนวน 64 ร้าน

ทั้งนี้ ร้านอาหารทั้งหมดมีหลากหลาย ตั้งแต่ร้านอาหารระดับหรูหรา (fine dining) ไปจนถึงร้านอาหารข้างทางแบบเดียวกับที่ฮ่องกงและในประเทศอื่นๆ โดยปีนี้ไม่มีร้านที่ติด 3 ดาวเลยแม้แต่ร้านเดียว

ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่า การเปิดตัวของมิชลินไกด์สำหรับกรุงเทพมหานคร จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและตอกย้ำภาพของการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งมีอาหารหลากหลายและคุณภาพสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนั้นแล้ว การเข้ามาของมิชลินไกด์ที่มีมาตรฐาน ทำให้สร้างมาตรฐานของอาหารที่ดีในประเทศไทยด้วย

สำหรับราคาตัวเล่มอยู่ที่ 650 บาท และเริ่มวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้ โดยมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในเล่มเดียว

รายชื่อร้านอาหาร

2 ดาวมิชลิน

  • Gaggan
  • Le Normandie, Mandarin Oriental Bangkok
  • Mezzaluna, Lebua Estate Tower Bangkok

1 ดาวมิชลิน

  • Bo.lan
  • Chim by Siam Wisdom
  • Elements
  • Ginza Ishi Sushi
  • J’aime
  • L’Atelier by Joel Robuchon
  • Nahm, COMO Metropolitan Bangkok
  • Paste
  • Sanaeh-Jaan
  • Savelberg
  • Sra Bua by Kin Kin
  • Shuring
  • Upstairs at Mikkeller
  • Jae Fai, Pad Thai

Bib Gourmand

  • อรุณวรรณ เอกมัย
  • Baan (เครือ Le Du)
  • บ้านผัดไทย
  • บ้านส้มตำ สาขาสาธร
  • บ้านใน
  • Err
  • เจ๊โอว
  • คั่วกลิ้งผักสด สาขาประสานมิตร
  • ครัวอัปสร สาขาสามเสน
  • เล ลาว
  • ปราย ระย้า
  • เรือนมัลลิกา สาขาสุขุมวิท 22
  • สงวนศรี
  • แสนยอด สาขาสาทร-บางรัก
  • Soul Food มหานคร
  • ท่านหญิง
  • The Local
  • แอน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่
  • บ้านใหญ่ผัดไทย
  • จ๊ากกี่
  • เจริญแสงสีลม
  • เอลวิส สุกี้ สาขาซอยยศเส
  • โกอ่าง ข้าวมันไก่ประตูน้ำ
  • ก๋วยจั๊บมิสเตอร์โจ
  • ก๋วยจั๊บอ้วนโภชนา
  • ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่สวนมะลิ สาขาสี่แยกโรงพยาบาลกลาง
  • ก๋วยเตี๋ยวหมูรุ่งเรือง
  • เฮียหวานข้าวต้มปลา
  • โจ๊กปรินซ์
  • ลิ้มเหล่าโหงว สาขาเยาวราช
  • นายหมงหอยทอด
  • ไก่ทอดเจ๊กี ซอยโปโล
  • ทิพย์สมัยผัดไทย สาขาประตูผี
  • ตั้งซุ่ยเฮงโภชนา
  • เย็นตาโฟคอนแวนต์
]]>
25159
บัตรเครดิต JCB Platinum ปรับสิทธิการเข้าเลาจ์สนามบิน ฮ่องกง สิงคโปร์ และเกาหลี มีผลปีหน้า (2561) https://2baht.com/jcb-platinum-change-lounge-rules/ Fri, 17 Nov 2017 10:15:06 +0000 https://2baht.com/?p=25145 ]]> เป็นข้อมูลอัพเดตสำหรับผู้ที่ถือบัตรเครดิต JCB Platinum ซึ่งมีสิทธิประโยชน์หนึ่งที่น่าสนใจ คือการได้สิทธิเข้าเลาจ์ในสนามบินหลายแห่งฟรี (1 บัตร ใช้ได้ 1 คน) โดยมีการปรับสิทธิประโยชน์เล็กน้อยในปี 2561 สำหรับประเทศ ฮ่องกง สิงคโปร์ และเกาหลี

SKY HUB Lounge สนามบินอินชอน เกาหลีใต้

โดยในเว็บของ JCB ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงวันที่ 1 มกราคม 2561 ถึง 31 ธันวาคม 2561 การเข้าเลาจ์ในสนามบินของประเทศต่อไป จะจำกัดสิทธิ 2 ครั้ง / 1 คน / 1 ปี จากเดิมที่ได้ไม่จำกัดครั้ง

  • สนามบินนานาชาติ ฮ่องกง
  • สนามบินนานาชาติ อินชอน เกาหลีใต้
  • สนามบินชางฮี สิงคโปร์

เงื่อนไขนี้รวมถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทยด้วย แต่เนื่องจากบัตร JCB Platinum มีกฎว่าเข้าเลาจ์ได้ทุกแห่ง ยกเว้นประเทศที่ออกบัตร ผู้ถือบัตรในไทยจึงไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้อยู่แล้ว

ส่วนสนามบินอื่นนั้น สิทธิการเข้าเลาจ์ได้ไม่จำกัดยังคงเหมือนเดิม ได้แก่สนามบินหลักใน ญี่ปุ่น, จีน และฮาวาย

เครดิต: Pantip.com

]]>
25145
หวนคืนสู่อเมริกา การบินไทยกำลังวางแผนรูทบินตรง กรุงเทพ-ซีแอทเทิล https://2baht.com/thai-airways-considering-bangkok-seattle/ Tue, 14 Nov 2017 00:22:06 +0000 https://2baht.com/?p=25136 ]]>
ภาพจาก Visit Seattle

ร่ำลือกันมาสักพักว่า การบินไทยจะกลับมาเปิดรูทบินตรงไปอเมริกาอีกครั้ง หลังจากยกเลิกรูทกรุงเทพ-แอลเอไปเมื่อหลายปีก่อน

ล่าสุด นายชัยยง รัตนาไพศาลสูข ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายบริหารเครือข่ายเส้นทางบินและฝูงบิน ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Orient Aviation ว่ากำลังพิจารณาเปิดเส้นทางบินกรุงเทพ-ซีแอทเทิล เป็นอันดับแรก

นอกจากซีแอทเทิลแล้ว การบินไทยยังสนใจเส้นทางบินไปนิวยอร์กและชิคาโกเช่นกัน โดยนายชัยยง ระบุว่าการบินจากกรุงเทพไปนิวยอร์ก มีระยะทางใกล้เคียงกับกรุงเทพ-แอลเอ และสามารถใช้เครื่องบิน Boeing 787-9 ที่เพิ่งรับมอบมาได้

ตามแผนของการบินไทยคาดว่าจะเปิดเส้นทางบินไปสหรัฐได้ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2018

ที่มา – Orient Aviation

]]>
25136
Qatar Airways เข้ามาถือหุ้น 9.6% ใน Cathay Pacific https://2baht.com/qatar-airways-cathay-pacific/ Thu, 09 Nov 2017 06:02:29 +0000 https://2baht.com/?p=25128 ]]> อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในแวดวงสายการบิน หลังจาก Qatar Airways สยายปีกเข้ามาซื้อหุ้น 9.6% ของสายการบิน Cathay Pacific แห่งเกาะฮ่องกง

2Baht รายงานข่าวสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของ Cathay Pacific มาโดยตลอด เหตุผลสำคัญคือการแข่งขันที่รุนแรงของสายการบินหน้าใหม่ๆ ทั้งจากจีนแผ่นดินใหญ่และจากตะวันออกกลาง ทำให้ฐานลูกค้าของ Cathay ถูกแย่งไปมาก

นี่จึงเป็นโอกาสที่ Qatar Airways ยักษ์ใหญ่บิ๊กทรีแห่งตะวันออกกลาง เข้ามาลงทุนใน Cathay เป็นเงิน 662 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นครั้งแรกที่สายการบินจากตะวันออกกลางเข้ามาลงทุนในสายการบินฝั่งเอเชียตะวันออก

ที่ผ่านมา Qatar Airways ไล่ซื้อหุ้นในสายการบินทั่วโลกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหุ้นของ IAG บริษัทแม่ของ British Airways ในฝั่งยุโรป, หุ้นใน LATAM ของละตินอเมริกา และเคยสนใจซื้อหุ้นของ American Airlines ในสหรัฐ แม้ภายหลังจะยกเลิกแผนการไป

การเข้ามาถือหุ้นของ Qatar จะช่วยให้เจาะตลาดจีนได้ดีขึ้น และถือเป็นก้าวสำคัญของ Qatar ในการสร้างกลุ่มธุรกิจการบินขนาดใหญ่ของโลก (แข่งกับ Etihad ที่ไล่ซื้อหุ้นในลักษณะเดียวกัน) อย่างไรก็ตาม หลังข่าวนี้ออกมา หุ้นของ Cathay ก็ตกลง เพราะการเข้ามาถือหุ้นของ Qatar ทำให้โอกาสที่ Cathay จะถูกเทคโอเวอร์โดยสายการบินยักษ์ใหญ่ของจีน Air China (ปัจจุบันถือหุ้น 29.99% ใน Cathay) ลดลงไปอีก

ปัจจุบัน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Cathay ประกอบด้วยกลุ่ม Swire Group เจ้าของเดิมที่ 45%, Air China 30%, Qatar Airways 9.6% และผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่นๆ รวมกัน 15.4%

ที่มา – Bloomberg

]]>
25128
เกียวโต เตรียมเก็บภาษีห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยว มีผลปี 2018 https://2baht.com/kyoto-accommodation-tax/ Sun, 05 Nov 2017 07:48:54 +0000 https://2baht.com/?p=25120 ]]>
ภาพโดย Pedro Szekely / Flickr / Creative Commons

เกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น ประสบปัญหานักท่องเที่ยวเพิ่มจำนวนขึ้นจนเริ่มรับมือไม่ไหว และจำนวนที่พักในเมืองเริ่มไม่เพียงพอกับความต้องการ

ในปี 2016 เกียวโตมีนักท่องเที่ยวถึง 55 ล้านคน แต่กลับมีที่พักเพียง 2,479 แห่งเท่านั้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่หาที่พักแบบปกติไม่ได้ ต้องเลี่ยงไปนอนห้องเช่าส่วนบุคคลแทน

ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เยอะขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย รถติด หรือส่งเสียงดังรบกวนชาวเมือง ทางเมืองเกียวโตจึงเตรียมเก็บภาษีค่าที่พัก ในอัตราห้องละ 200-1,000 เยนต่อคืน (ขึ้นกับราคาห้อง) เพื่อนำเงินก้อนนี้ไปใช้บริหารจัดการนักท่องเที่ยว ภาษีแบบใหม่จะเริ่มมีผลในเดือนตุลาคม 2018

แนวทางการเก็บภาษีของเกียวโต จะมีผลกับทั้งโรงแรมแบบดั้งเดิม และห้องเช่ารายวันแบบใหม่แนว Airbnb ด้วย ในขณะที่เมืองโตเกียวและโอซาก้าที่มีปัญหาแบบเดียวกัน เลือกเก็บภาษีเฉพาะห้องพักที่ราคาแพงกว่า 10,000 เยนต่อคืน และไม่รวมถึงห้องเช่ารายวัน

ที่มา – Japan Times

]]>
25120
รีวิว เดินทางกับ Hong Kong Airlines ไปกลับกรุงเทพ-โอซาก้า (คันไซ) https://2baht.com/review-hong-kong-airlines-bkk-to-kix/ Sat, 04 Nov 2017 07:02:13 +0000 https://2baht.com/?p=25075 ]]>

ทีมงาน 2baht มีโอกาสเดินทางจากกรุงเทพไปยังคันไซ โดยใช้บริการสายการบิน Hong Kong Airlines ในชั้นประหยัด จึงนำประสบการณ์กับสายการบินมาบอกเล่าให้ฟังกันครับ (การบินครั้งนี้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ไม่มีสายการบินสนับสนุนแต่ประการใด)

Hong Kong Airlines เป็นสายการบินจากเกาะฮ่องกง นอกจากสายการบินนี้ยังมี Cathay Pacific (และ Cathay Dragon) กับ HK Express ที่อยู่ร่วมเกาะเดียวกัน แต่สายการบินที่จะบินมายังสุวรรณภูมิมีแค่ Hong Kong Airlines และ Cathay Pacific เท่านั้น

Hong Kong Airlines เป็นสายการบินฟูลเซอร์วิส ราคาที่จองรวมโหลดกระเป๋า 20 กิโลกรัม เพียงพอสำหรับคนที่ไม่ใช่ขาช้อปหนัก และมีอาหารเครื่องดื่มบนเครื่องเรียบร้อย

สำหรับเส้นทาง เมื่อบินออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปประเทศญี่ปุ่น จะมีเส้นทางไปยัง Tokyo Narita (NRT), Osaka Kansai (KIX), Sapporo, Yonago, Okayama, Miyazaki, Okinawa และ Kagoshima ซึ่งทั้งหมดจะต้องไปต่อเครื่องที่ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง (HKG) เท่านั้น โดยระยะเวลาต่อเครื่องมีตั้งแต่ 2-3 ชั่วโมง ไปจนถึงรอนานเป็นวัน สามารถออกไปเที่ยวฮ่องกงต่อได้อีกเลยทีเดียว

หากนับเฉพาะไฟลท์บินไปฮ่องกง ไฟลท์บินต่อวันของ Hong Kong Airlines ไปกลับสุวรรณภูมิก็ถือว่ามีจำนวนไม่น้อย วันละ 4-6 เที่ยวบิน มีเวลาหลากหลายให้เลือกตามต้องการ ส่วนเส้นทางบินอื่น ๆ ดูได้จากเว็บไซต์ Hong Kong Airlines

รายละเอียดเที่ยวบิน

  • ขาไป
    • BKK -> HKG: HX772
    • HKG -> KIX: HX612
  • ขากลับ
    • KIX -> HKG: HX617
    • HKG -> BKK: HX761

การขึ้นเครื่องบิน

Hong Kong Airlines ที่ได้บินเป็นชั้นประหยัด จึงไม่มีเลาจน์ให้บริการ หลังจากเช็คอิน (สามารถเช็คอินออนไลน์ได้) โหลดกระเป๋าเรียบร้อย ก็จะได้บอร์ดดิ้งพาสมาสองใบ เมื่อผ่านด่านตรวจความปลอดภัยแล้ว ระหว่างรอขึ้นเครื่องก็ไปเดินดิวตี้ฟรีได้ เมื่อใกล้เวลาขึ้นเครื่องก็ไปรอเรียกขึ้นเครื่องหน้าเกทตามปกติ

ห้องโดยสารบนเครื่องบินของ Hong Kong Airlines นี้ใช้ธีมสีแดงในการตกแต่ง (แล้วแต่เครื่องบินด้วย) เครื่องนี้ใช้บินนี้เป็นรุ่น Airbus A330-200 มีที่ชาร์จแบตอุปกรณ์พกพา (อาจจะต้องแชร์กัน สองที่นั่งต่อหนึ่งปลั๊ก) แต่ไม่มีทีวีหลังเก้าอี้

ในตอนขึ้นเครื่อง หากไม่ทราบว่าต้องนั่งที่ไหนให้ยื่นบอร์ดดิ้งพาสให้พนักงานบริการบนเครื่องบิน (หรือแม้แต่ทำหน้างง ๆ เขาก็เดินเข้ามาถาม) ทางพนักงานก็จะชี้และแนะนำให้เดินไป หรือถ้าใกล้ ๆ พนักงานอาจจะพาเราไปนั่งถึงที่

ตอนขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่จะมาแจกผ้าสำหรับเช็ดมือซึ่งฆ่าเชื้อโรคมาเรียบร้อย สำหรับการเช็ดเพื่อให้ความสะอาด แต่ไม่ใช่ผ้าเย็น ดังนั้นอาจจะไม่สามารถคาดหวังความเย็นได้

ตอนขึ้นเครื่องจะมีอาหารให้เลือก โดยขาขึ้นเครื่องจากไทยจะมีอาหารไทยให้เลือกด้วยเช่นกัน อาหารจะเป็นเซ็ทสำหรับฟูลเซอร์วิส (ขออภัยที่ไม่ได้ถ่ายภาพตอนเปิดอาหารมาให้)​ รสชาติอาหารก็เป็นที่น่าพอใจ โดยนอกจากน้ำเปล่าแล้วเราสามารถเลือกเครื่องดื่มอื่นไม่ว่าจะเป็นไวน์, เบียร์, น้ำผลไม้มาประกอบมื้ออาหารเราได้ และระหว่างการเดินทางจะมีพนักงานเดินอยู่เรื่อย ๆ สามารถขอเครื่องดื่มเมื่อกระหายได้

การต่อเครื่องที่ฮ่องกง

เมื่อเครื่องออกจากกรุงเทพ โดยประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็จะมาลงที่ฮ่องกง หลังจากนี้เราก็จะต้องมาต่อเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง (HKG)

ก่อนจะมารอขึ้นเครื่องจะต้องผ่านจุดตรวจสอบความปลอดภัยสำหรับผู้ทรานซิทก่อน (จุดนี้ ถ้าเราช้อปดิวตี้ฟรีที่กรุงเทพ แม้จะเป็นของเหลวก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าออกไปที่เมืองฮ่องกงแล้วกลับมาอีกไม่ได้แล้ว ต้องโหลดเท่านั้น)

ในช่วงพักการเดินทางที่ฮ่องกง จะขึ้นอยู่กับเวลาบินว่าเรามีเวลาเท่าไร ถ้ามีเวลาเยอะการแวะเที่ยวฮ่องกงก็น่าสนใจ แต่ในช่วงไฟลท์ขาไปผมมีเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น จึงจะเดินเล่นในสนามบิน, เล่นเน็ต (จะใช้ผ่าน Wi-Fi หรือคอมพิวเตอร์ที่นั่นก็ได้), ชมเครื่องบิน และเดินช้อปปิ้งแก้เบื่อไปเรื่อย ๆ

ในสนามบินฮ่องกงมีสิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร, ร้านขนมของฝาก, ร้านกาแฟ (Starbucks ก็มีนะ) และไม่ต้องกลัวเรื่องการไม่ได้แลกเงินดอลลาร์ฮ่องกงไป เพราะร้านค้าแทบทุกร้านรับบัตรเครดิต/เดบิต

ขอแนะนำ หากใครไม่มีเวลาออกจากสนามบินเข้าเมืองฮ่องกง การไปกินร้าน Tasty Congee สาขาสนามบินฮ่องกงก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

ระหว่างรอขึ้นเครื่อง เรายังสามารถเดินไปยังจุดชมวิวเครื่องบิน เพื่อชมเครื่องบินในสนามบินฮ่องกงได้อีกด้วย ส่วนกระเป๋าสัมภาระก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะจะ check through ไปยังไฟลท์ถัดไปให้ทันที (ควรตรวจสอบกับสายการบินอีกที) และไม่ต้องเช็คอินซ้ำเพราะเราได้บอร์ดดิ้งพาสมาสองใบแล้ว โดยเครื่องบินที่จะบินจาก HKG ไปยัง KIX จะเป็นลำเดียวกับที่บินจาก BKK มา HKG

มื้ออาหารขณะบิน HKG ไปยัง KIX สามารถเลือกได้

ช่วงเวลาการบินจากฮ่องกงถึงคันไซ กินเวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง เครื่องออกจากฮ่องกงประมาณ 5 โมง หลังจากทานอาหารบนเครื่องเสร็จสักพักก็หลับ และตื่นมาก็ถ่ายวิวช่วงที่พระอาทิตย์ตกก็กำลังสวยพอดี

ประมาณเวลา 4-5 ทุ่ม เครื่องบินก็เริ่มมาถึงญี่ปุ่น และเตรียมลงที่ KIX ถึงเร็วกว่ากำหนดเล็กน้อย หลังจากนั้นก็ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและนั่งรถไฟจาก KIX เข้าตัวเมืองโอซาก้าได้ตามปกติ

จากสนามบิน KIX มีรถไฟเข้าเมืองให้บริการสองเจ้าคือ JR West และ Nankai ซึ่ง JR West จะเหมาะกับคนที่พักในย่าน Tennoji, Osaka (Umeda), Kyoto ส่วน Nankai จะเหมาะกับคนที่พักย่าน Shin-imamiya และ Namba (Dotombori) เพราะไม่ต้องต่อรถไฟหรือต่อเป็นจำนวนครั้งน้อย ๆ

ข้อควรระวังคือรถไฟจะหมดประมาณเที่ยงคืน ถ้าเครื่องลงดึกมากและไม่ทันรถไฟ อาจต้องหาวิธีเดินทางอื่นหรือนอนสนามบิน

ขากลับ

ขากลับ ขึ้นเครื่องบินจากท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ (KIX) เวลาบินคือ 7 โมงเช้า ต้องมาเช็คอินประมาณตี 4 เมื่อโหลดกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยก็รับบอร์ดดิ้งพาสสองใบมาเหมือนเดิม และเดินผ่านด่านตรวจความปลอดภัยและเข้าไปช้อปปิ้งดิวตี้ฟรีในสนามบินคันไซรอก่อนได้ เมื่อใกล้ถึงเวลาขึ้นเครื่องก็มารอที่เกท

เครื่องที่บินจาก KIX ไปยัง HKG เป็น Airbus A330-300 มีจอทีวีด้านหลัง มีภาพยนตร์ให้ดู มีเพลงให้ฟัง (เฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาจีน) โดยพนักงานจะแจกหูฟังเมื่อขึ้นเครื่อง และมีปลั๊กเสียบชาร์จแบตเตอรี่ของอุปกรณ์พกพาให้บนเครื่องบิน (สองที่นั่งต่อปลั๊ก)

เครื่องบินลำนี้ทาง Hong Kong Airlines ได้ส่งอีเมลมาแจ้งเปลี่ยนก่อนการเดินทางประมา​ณ 1 สัปดาห์ และขอให้เลือกที่นั่งใหม่

อาหารที่ได้เมื่อขึ้นจากท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ จะเป็นไข่ไส้กรอก สามารถเลือกได้เช่นกันตามฟูลเซอร์วิส

แวะเที่ยวฮ่องกง

หลังจากบินมาแล้วสักพัก เราก็จะมาลงที่ HKG ระหว่างนี้เรามีเวลาในการเปลี่ยนเครื่อง 10 ชั่วโมง และแน่นอนว่าเวลาว่าง ๆ แบบนี้ก็ควรออกไปเที่ยวฮ่องกงสักหน่อย

การท่องเที่ยวในฮ่องกง เนื่องจากเรามีเวลาไม่มากนัก การนั่ง MTR Airport Express ก็ดูเป็นทางเลือกที่ดี ถ้าซื้อตั๋ว Round Trip หรือตั๋วไปกลับก็ประหยัดได้อีก ถ้าไปกันหลายคนซื้อตั๋วกลุ่มก็ประหยัดได้เช่นกัน สำหรับคู่มือการแบคแพคเที่ยวฮ่องกงโดย 2baht สามารถเข้าดูได้ที่นี่

แนะนำ: Mak Man Kee บะหมี่ฮ่องกงในย่าน Jordan

หลังจากนั้น เราก็เดินทางหาอาหารกินในเมืองฮ่องกงไปเรื่อย ๆ หากใครสนใจจะไปเที่ยวฮ่องกงต่อ มีร้านอาหารมิชลินจำนวนมากที่ไม่ควรพลาด สามารถหาอ่านได้จากเว็บไซต์ 2baht

สุดท้ายเมื่อเที่ยวและรับประทานอาหารจนพอก็จะนั่งรถไฟ MTR Airport Express กลับมาที่ HKG ได้เลย ผ่านด่านตรวจความปลอดภัย, ด่านตรวจคนเข้าเมือง เข้ามารับประทาน Tastee Congee ในสนามบินต่อได้ และเดินช้อปปิ้งดิวตี้ฟรีรอเวลาขึ้นเครื่อง

เกร็ด: Hong Kong Airlines สามารถทำการเช็คอินในเมืองและโหลดกระเป๋าจากสถานี Airport Express ได้ด้วย (ณ เวลาที่เขียนรีวิว หากยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง) เพิ่มความสะดวกให้เดินตัวปลิวไปสนามบินได้

ในขากลับ ได้นั่งเครื่องบิน Airbus A330-200 มีทีวีแต่ไม่มีปลั๊กชาร์จไฟ ในขากลับนั้นเครื่องดีเลย์จาก 23:55 นาฬิกา โดยเปลี่ยนกำหนดเป็น 1:30 นาฬิกา​ และขึ้นบินจริงตี 2 (เรื่องดีเลย์เข้าใจว่าเพราะเป็นเหตุสุดวิสัย เนื่องจากสายการบินเพื่อนบ้าน Cathay Pacific ไปกรุงเทพเหมือนกันดีเลย์ไปสองชั่วโมงครึ่ง) บนเครื่องขากลับจะแจกขนมปังและเครื่องดื่มให้ ในไฟลท์ขากลับเพลียมากจึงไม่ได้ถ่ายภาพไว้ หลังจากทานเสร็จก็หลับทันที

เวลาที่เครื่องลงที่สนามบินสุวรรณภูมิคือประมาณตี 4 ล่าช้ากว่ากำหนดที่คาดว่าจะลงตี 2

สรุป คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป

Hong Kong Airlines ทำได้ดีในเรื่องอาหารที่เป็นฟูลเซอร์วิสจึงให้ค่อนข้างเต็มที่ และความสะอาดของเครื่องบิน การให้บริการจากพนักงานที่เดินอยู่เรื่อย ๆ ก็ทำให้เราขอเครื่องดื่มเวลากระหายได้

นอกจากนี้ การหาตั๋วเครื่องบินในช่วงโปรโมชั่นของ Hong Kong Airlines หลายครั้ง อาจทำให้เราได้เวลาบินที่มีเวลาแวะเที่ยวฮ่องกงอีกด้วย ถ้ามีเวลาเยอะพอจะเผื่อเวลาไปทานอาหารในเมืองฮ่องกงด้วยก็น่าสนใจ

ข้อดี

  • เครื่องบินสะอาด
  • บริการคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป
  • หาไฟลท์บินไปต่างประเทศที่มีเวลาแวะเที่ยวฮ่องกงได้

ข้อสังเกต

  • หากจะบินไปจุดหมายอื่นที่ไม่ใช่ฮ่องกง จะไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทย ต้องไปต่อเครื่อง ซึ่งเสียเวลาและอาจไม่สะดวกสำหรับบางคน
  • ภาษาที่ประกาศบนเครื่องบินและใช้พูดกับพนักงานบริการจะเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน ซึ่งอาจมีปัญหาสำหรับคนฟังไม่ออก

ภาพประกอบหัวเรื่องจากเว็บไซต์ Hong Kong Airlines

]]>
25075
Singapore Airlines เปิดตัวที่นั่งชั้นห้องสูทแบบใหม่ เตียงคู่นอนได้ 2 คน https://2baht.com/singapore-airlines-suites-a380/ Fri, 03 Nov 2017 08:33:15 +0000 https://2baht.com/?p=25089 ]]> หลังจากปล่อยให้คู่แข่งสายการบินตะวันออกกลางล้ำหน้ามาสักพัก Singapore Airlines (SQ) สายการบินแห่งชาติของสิงคโปร์ ก็ตอบโต้ด้วยการยกเครื่องเคบินภายในของเครื่องบิน A380 ใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนแปลงทุกคลาสที่นั่ง

Suites ห้องส่วนตัว พร้อมเตียงนอนคู่นอนสองคน

พระเอกของงานนี้ไม่มีใครเกินที่นั่งชั้น Suites แบบใหม่ (เหนือกว่าชั้น First) เป็นห้องแยกเป็นสัดส่วนเพื่อความเป็นส่วนตัวขั้นสุด มีเตียงนอนแยกจากเก้าอี้นั่ง และเหนือล้ำกว่าคู่แข่งด้วยห้องแบบ Double ที่มีเตียงคู่นอนได้สองคน

Singapore Airlines จัดที่นั่งชั้น Suites ไว้ที่ด้านหน้าของชั้นสอง (Upper Deck) ของ Airbus A380 โดยเครื่องหนึ่งลำจะมีห้องสูททั้งหมด 6 ห้อง

ห้องสูทแบบ Single จะมีทั้งเตียงนอนและเก้าอี้นั่งแยกจากกัน ผู้โดยสารสามารถเลือกได้ตามใจว่าจะนั่งหรือนอน ให้ประสบการณ์เหนือกว่าชั้น First ที่ต้องพับเก้าอี้เป็นเตียงนอนไปๆ มา

ในห้องยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ 32 นิ้ว ที่ปรับทิศตามผู้โดยสารได้ ไม่ว่าจะนั่งบนเก้าอี้หรือนอนบนเตียง มีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ พื้นที่เก็บกระเป๋า แท็บเล็ตสำหรับควบคุมสิ่งอำนวยความสะดวกและแสงไฟ การตกแต่งก็หรูหราเต็มขั้นด้วยพรมและหนัง พร้อมด้วยชุด amenity kit จาก Lalique

ที่ไม่ธรรมดาคือ ในเครื่องแต่ละลำมีห้องสูทแบบ Double สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางมาเป็นคู่ โดยสามารถปรับเตียงเป็นแบบ Double Bed นอนได้สองคนอีกด้วย

ผู้โดยสารชั้น Suites ยังมีห้องน้ำขนาดใหญ่ โดยมีหนึ่งห้องมีพื้นที่สำหรับนั่งแต่งตัว (เหมือนกับมีโต๊ะเครื่องแป้ง) ส่วนเรื่องอาหารก็หรูหราเต็มขั้น ใช้ภาชนะแบรนด์  Wedgwood และชุดแก้วคริสตัลที่ออกแบบโดย  Lalique ตัวเมนูอาหารเน้นใช้วัสดุท้องถิ่น และปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล

Business Class ปรับปรุงใหม่ นอนคู่ได้เหมือนกัน

ที่นั่งชั้นธุรกิจ (Business Class) ก็ปรับปรุงใหม่ เก้าอี้แบบใหม่เป็นหนังแบรนด์ Poltrona Frau มีฉากกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว ที่นั่งปรับระดับเป็นเตียงนอนราบได้ พื้นที่ใช้สอยถูกปรับปรุงใหม่ ทั้งที่วางของด้านข้าง และที่วางของด้านหน้า หยิบของได้สะดวกไม่ต้องเอื้อมมือไปไกล

ระบบความบันเทิง KrisWorld ตัวใหม่ใช้จอภาพ 18 นิ้ว พร้อมฟีเจอร์ใหม่ที่มีระบบ playlist สามารถเลือกหนังหรือเพลงได้จากแอพของ Singapore Airlines มาตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่องได้เลย

สำหรับผู้ที่เดินทางมาเป็นคู่ ที่นั่งตรงกลางยังสามารถลดฉากกั้นเพื่อให้คุยกันได้ถนัด และที่ไม่ธรรมดาอีกเช่นกัน คือสามารถพับเป็นเตียงคู่นอนสองคนได้ด้วย!!!

Premium Economy พรีเมียมกว่าเดิม เอนหลังได้มากขึ้น พอร์ต USB เพิ่มเป็น 2 พอร์ต!

ส่วนที่นั่งชั้น Premium Economy ที่ถึงแม้จะนอนราบไม่ได้ แต่ก็ปรับเก้าอี้ให้นั่งสบายขึ้น มีระยะห่างระหว่างเก้าอี้ 38 นิ้ว เอนหลังได้สูงสุด 8 นิ้ว ผ่อนคลายได้มากกว่าเดิม ระบบความบันเทิงตัวใหม่บนหน้าจอ 13.3″ พร้อมพอร์ต USB สำหรับชาร์จไฟถึง 2 พอร์ตต่อหนึ่งที่นั่ง เข้าสมัยคนยุคนี้ที่ไม่ได้มีอุปกรณ์เพียงแค่ชิ้นเดียว

Economy ปรับปรุงเพิ่ม ได้ระบบความบันเทิงแบบใหม่

สุดท้ายคือที่นั่งชั้น Economy ที่ปรับปรุงเพิ่มเติม ออกแบบโดย RECARO ที่วางเท้าปรับตำแหน่งได้ 3 ระดับ, ที่รองศีรษะปรับทิศทางได้ 6 ทิศ, ระบบความบันเทิงแบบใหม่ หน้าจอ 11.1″ และพอร์ต USB ชาร์จไฟทุกที่นั่ง ปรับพื้นที่เก็บของหลังเก้าอี้นั่งให้จุของได้เพิ่มขึ้น

เคบินแบบใหม่จะเริ่มให้บริการในเดือนธันวาคม โดยจะเริ่มจาก Airbus A380 จำนวน 5 ลำใหม่ที่จะส่งมอบ (เส้นทางแรกที่ให้บริการคือ สิงคโปร์-ซิดนีย์) จากนั้นทาง Singapore Airlines จะเริ่มยกเครื่องภายในของเครื่องบิน A380 ที่มีอยู่จำนวน 14 ลำในระยะต่อไป

เคบินแบบใหม่ประกอบด้วยที่นั่งทั้งหมด 471 ที่นั่ง แบ่งเป็น Singapore Airlines Suites 6 ห้อง, ที่นั่งชั้นธุรกิจ 78 ที่นั่ง, Premium Economy 44 ที่นั่ง และ Economy 343 ที่นั่ง

ที่มา – Singapore Airlines

]]>
25089