บินไปญี่ปุ่น เลือกเวลาไฟลท์อย่างไร ไม่ให้เหนื่อยจนเที่ยวไม่สนุก | 2Baht Travel

บินไปญี่ปุ่น เลือกเวลาไฟลท์อย่างไร ไม่ให้เหนื่อยจนเที่ยวไม่สนุก

มีเหตุให้ต้องบินไปงานที่ญี่ปุ่นมา 2 ปีติด และพบว่าการบินไฟลท์ red eye (บินดึกถึงเช้า นอนบนเครื่อง) ให้ประสบการณ์ที่แย่มาก เพราะแทบไม่ได้นอนเลย หมดแรง เลยไปโพสต์ลงทวิตเตอร์ ปรากฏว่าแมสเฉยเลย

มีคนมาตอบกันเยอะทีเดียว อย่างเช่นคุณอู๋ spin9 คนดังแห่งโลกการบิน first-class

ปัญหาของการบินไฟลท์ดึก

คิดว่าปัญหาของการบินไปยังญี่ปุ่น (หรือภูมิภาคใกล้ๆ กัน เช่น เกาหลี หรือ จีนตอนบนอย่างปักกิ่ง) คือระยะเวลาบินมันค่อนข้างสั้นหน่อย ประมาณ 6 ชั่วโมง (กรุงเทพ-โตเกียว) 5 ชั่วโมงครึ่ง (กรุงเทพ-โซล) หรือ 5 ชั่วโมง (กรุงเทพ-ปักกิ่ง)

หากเราคิดโครงสร้างของเวลาที่อยู่บนเครื่อง ขึ้นไปแล้วไม่มีเสิร์ฟอะไรเลยเพราะเป็นไฟลท์ดึก แอร์จะเสิร์ฟอาหารเช้าประมาณ 1.5-2 ชั่วโมงก่อนเครื่องลง (เพื่อให้มีเวลากินและเก็บถาดอาหาร) เท่ากับว่าเราจะมีเวลาที่ไม่ถูกรบกวนจากใครประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น (ถึงแม้เราจะบอกแอร์ว่าไม่ต้องเสิร์ฟก็ตาม แต่บนเครื่องเสียงดังโฉงเฉง ก็คงตื่นกันอยู่ดี)

ยิ่งถ้าเป็นคนที่หลับยากๆ ต้องใช้เวลาบิ้วนานๆ กว่าจะได้ขึ้นเครื่องก็ประมาณเที่ยงคืน ขึ้นไปแล้วกว่าจะข่มตาหลับลง มีเสียงเด็กร้อง เสียงคนเข้าห้องน้ำ ฯลฯ เรียกว่าคืนนั้นได้นอนสัก 2-3 ชั่วโมงก็ถือว่าเก่งมากแล้ว (ต้องขอแสดงความยินดีกับคนที่ขึ้นปุ๊บหลับปั๊บด้วย ถือว่ามีบุญมากๆ)

อีกปัจจัยที่คนพูดกันไม่น้อยคือ การบินดึกถึงเช้า ช่วยประหยัดค่าโรงแรมเพราะนอนบนเครื่อง ลงมาได้เที่ยวเลยทันที แต่ถ้าไปเที่ยวเองไม่ไปกับทัวร์ มันย่อมเหนื่อยแน่ๆ และการไปเข้าโรงแรม เก็บของ อาบน้ำ นอนเอนหลังให้หายเหนื่อยก็ทำไม่ได้ เพราะยังไม่ถึงเวลาเช็คอิน อย่างมากที่สุดคือฝากของไว้ที่โรงแรม แล้วไปตะลุยต่อกันแบบร่างกายโทรมๆ คงไม่สนุกเท่าไรนัก

หากว่าเวลาอยู่บนเครื่องนานกว่านั้น (เช่น ไฟลท์ยุโรป) เวลาตรงกลางที่เราจะได้นอนจริงๆ จังๆ โดยไม่ถูกรบกวนย่อมมีมากขึ้น เพราะสายการบินเสิร์ฟอาหารบนเครื่องมากที่สุดแค่ 2 ครั้ง (หัวกับท้าย ตอนขึ้นกับตอนลง) ก็ช่วยให้มีเวลานอนเต็มอื่มมากขึ้นนั่นเอง แต่ด้วยระยะทางที่ยังไงก็จำกัด ไทยกับญี่ปุ่นไม่มีทางใกล้กันหรือไกลกันกว่านี้ โครงสร้างเวลาบิน 6 ชั่วโมงก็จะอยู่กับเราต่อไป

แล้วบินไฟลท์เวลาไหนดี

การเดินทางรอบล่าสุดนี้ ได้ลองบินแบบขาไปบินกลางวัน vs ขากลับบินกลางคืน แล้วพบว่าการบินกลางวันสบายกว่ากันมาก

ไฟลท์ที่บินคือ ANA NH848 Bangkok-Haneda ออกจากกรุงเทพ 9.45 น. ถึงสนามบินฮาเนดะ 17.25 น. เท่ากับว่าเราต้องไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิราว 6.30 หรือ 7.00 น. ถือว่าออกจากบ้านเช้ากว่าปกติสักหน่อย แต่ก็ไม่เหนื่อยจนเกินไป (ถ้าบินไฟลท์เช้ากว่านี้จะต้องออกจากบ้านเช้ามากๆ) ฝั่งที่ญี่ปุ่นคือเครื่องลง 17.25 น. ตามเวลาท้องถิ่น รวมเวลารับกระเป๋าและออกเดินทางจากสนามบินไปโรงแรมในโตเกียวอีกสัก 1.5-2 ชั่วโมง ก็ได้เข้าห้องพักตามเวลาท้องถิ่นราว 19.00 น. แต่ตัวเราจะยังค่อนข้างเฟรชอยู่เพราะยังถือเป็นเวลาตามเมืองไทยราว 17.00 น. ก็สามารถไปหาข้าวกิน พักผ่อนได้อีกพอสมควร ส่วนตอนอยู่บนเครื่องก็หาอะไรทำแก้เบื่อ ดูหนัง อ่านหนังสือ เวลา 6 ชั่วโมงก็ถือว่าไม่นานเกินไปนัก

แน่นอนว่าการบินแบบนี้มีข้อเสียคือ เสียวันเดินทางไปเปล่าๆ 2 วัน (ขาไป+ขากลับ) สำหรับคนที่มีเวลาเที่ยวจำกัด ลางานได้จำกัด ก็คงต้องพิจารณาเรื่องนี้กันให้ดี ๆ กับต้องจ่ายค่าโรงแรมเพิ่มขึ้นอีก 2 คืน (ขาไป+ขากลับ) ในแง่ค่าใช้จ่ายย่อมมีผลชัวร์ๆ ถ้างบประมาณจำกัดก็อาจต้องทนเอา

มิตรสหายท่านหนึ่งแนะนำอีกสูตรว่า บินบ่าย ถึงตอนดึก เช่น ANA NH878 ออกจากกรุงเทพ 15.15 ถึงฮาเนดะ 23:00 ข้อดีคือกลางวันไปทำงานก่อนได้ตอนเช้า แต่คิดว่าข้อจำกัดของไฟลท์แบบนี้คือ ไม่เหมาะกับคนไปเที่ยว หากเป็นคนที่ทำงานที่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว ย่อมไม่มีปัญหา เพราะลงเครื่องแล้วกลับที่พักได้ทันที แต่ถ้าไปเที่ยวสถานที่นั้นๆ เป็นครั้งแรก ไปถึงดึกๆ ต้องมาลำบากเดินทางไปหาโรงแรม (ที่ยังไม่เคยไปอีก) ก็น่าจะเหนื่อยไม่หน่อย ยิ่งเป็นช่วงที่ทุกอย่างเริ่มปิดหมดแล้วอีกต่างหาก

กล่าวโดยสรุปคือ ไฟลท์แต่ละช่วงเวลาก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ขึ้นกับข้อจำกัดของแต่ละคน ทั้งเวลางานฝั่งไทย เวลาเที่ยวฝั่งญี่ปุ่น และปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่าคงจะเลิกบิน red eye ไฟลท์ดึกแบบนี้ เพราะรู้สึกเหนื่อยมากนั่นเองครับ

Comments
ติดตามข่าวสารจากเราได้ทาง Facebook เพจ 2Baht.com หรือ กด Like ด้านล่างค่ะ
[tg_facebook_comments]
About my2baht 762 Articles
2Baht.com บล็อกท่องเที่ยวสำหรับนักเดินทางรุ่นใหม่ที่เน้นอิสระในการเดินทาง แต่ก็ท่องเที่ยวอย่างมีสาระด้วยข้อมูลเชิงลึกที่มาแบ่งปันซึ่งกันและกัน ตามสโลแกน "ไปไหนไปด้วยช่วย 2 บาท"